posttoday
การลุอำนาจกรณีเก็บเงิน 30 บาท รักษาทุกโรค (จบ)

การลุอำนาจกรณีเก็บเงิน 30 บาท รักษาทุกโรค (จบ)

10 กรกฎาคม 2555

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความกลัวจนลนลาน หรือเพราะเหตุผลอื่นในการนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะความกลัวจนลนลาน หรือเพราะเหตุผลอื่นในการนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรณีการรื้อฟื้นการเก็บเงิน 30 บาท ประธานอนุกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้ แทนที่จะเริ่มต้นด้วย “หลักการและเหตุผล” กลับเริ่มต้นด้วย “วัตถุประสงค์ของการร่วมจ่ายค่าบริการในประเทศไทย”

โดยทั้งวัตถุประสงค์และหลักการที่นำเสนอล้วนไม่เป็นไปตามมาตรฐานทั่วไป และเหตุผลทุกข้ออ่อนมาก ซึ่งผู้เขียนได้คัดค้านและให้บันทึกไว้ทั้งหมด

คณะอนุกรรมการฯ เสนอหลักการพื้นฐานของนโยบายร่วมจ่ายไว้ 3 ข้อ ซึ่งผู้เขียนได้คัดค้านโต้แย้งทุกข้อ ดังนี้

ข้อ 1 “เน้นการสร้างความมีศักดิ์ศรีของประชาชน และให้อิสระกับประชาชนในการตัดสินใจว่าจะร่วมจ่ายค่าบริการ 30 บาทหรือไม่ ข้อเสนอนี้ต่อมาประธานกรรมการคือ รมว.สาธารณสุข และประธานอนุกรรมการฯ คือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ตัดสิทธิในการตัดสินใจว่าจะร่วมจ่าย 30 บาท หรือไม่ออกหลักการในการ “ให้อิสระกับประชาชนในการตัดสินใจ” ว่าจะจ่ายหรือไม่จึงถูกตัดออกไปตั้งแต่ต้น

ทำให้น่าสงสัยว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้น่าจะมิใช่การตัดสินใจโดยดุลพินิจอิสระของคณะอนุกรรมการ เพราะเอกสารที่เตรียมไว้นำเสนอเขียนไว้ชัดเจนในหลักการข้อนี้ แต่เมื่อถึงเวลานำเสนอจริงกลับตัดหลักการสำคัญข้อนี้ออก การพิจารณาตัดสินใจในเรื่องนี้ จึงเชื่อว่าน่าจะมี “ธงนำ” หรือผู้สั่งการที่มีอำนาจเหนือกว่า

สภาพการณ์เช่นนี้น่าจะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ตามมาตรา 5 วรรค 2 ที่บัญญัติว่า “คณะกรรมการอาจกำหนดให้บุคคลที่เข้ารับบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยบริการในแต่ละครั้งที่เข้ารับบริการ”

การบังคับให้ประชาชนต้องร่วมจ่ายค่าบริการเช่นนี้ จะเป็นการ “การสร้างความมีศักดิ์ศรีของประชาชน” ได้อย่างไร

ข้อ 2 คณะอนุกรรมการฯ ระบุว่า “การร่วมจ่ายค่าบริการ จะยกเว้นคนยากจนและผู้ที่สังคมควรช่วยเหลือเกื้อกูล เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 51 ‘บุคคลมีสิทธิ์เสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐานและผู้ยากไร้มีสิทธิ์ได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย...’” ความจริงการบังคับให้จ่าย 30 บาท ขณะที่ข้าราชการและประกันสังคมไม่ต้องจ่าย ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ข้อ 3 คณะอนุกรรมการฯ เสนอหลักการ “หน่วยบริการมีการยกระดับคุณภาพบริการ พัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ” ก็เป็นหลักการในลักษณะ “จับแพะชนแกะ” เพราะการยกระดับคุณภาพบริการ พัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ และสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยบริการโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเก็บ 30 บาท มาเป็นเงื่อนไข

ในส่วนของวัตถุประสงค์ 4 ข้อ เขียนในลักษณะแปลกประหลาด ดังนี้ “1) เป็นมาตรการในการสร้างการมีส่วนร่วม และความรู้สึกเป็นเจ้าของของประชาชนในการพัฒนาระบบสาธารณสุข 2) เป็นมาตรการในการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักและร่วมมือในการดูแลตนเอง รวมทั้งรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเองในบางกลุ่มโรค 3) เป็นกลไกการพัฒนาคุณภาพของหน่วยบริการในระบบ 4) เงินรายได้จากการร่วมจ่ายนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพบริการ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของเงินร่วมจ่ายและคุณภาพที่เพิ่มขึ้น”

เป็นการเขียนที่แปลกประหลาด เพราะ 2 ข้อแรกควรเป็นหลักการ ข้อ 3 ซ้ำกับหลักการข้อ 3 ส่วนข้อ 4 ควรเป็นเรื่องของวิธีการมากกว่า และเขียนวัตถุประสงค์โดยไม่มีคำว่า “เพื่อ” อยู่เลย

ที่จริงผู้เขียนได้เสนอไว้ว่าควรเขียนให้ชัดๆ ไปเลยว่า “เพื่อเอาชื่อ 30 บาท กลับคืนมา และเป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้”

นอกจากคัดค้านในหลักการแล้ว ผู้เขียนยังคัดค้านว่าการนำเสนอมีแต่ตัวเลขรายได้ ซึ่งนอกจากจะประมาณการไว้สูงกว่าความจริงแล้ว ยังไม่มีการเสนอตัวเลขค่าใช้จ่ายที่กระทรวงมหาดไทยจะต้องใช้ไปในการทำบัตรผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งภาระของเจ้าหน้าที่และการเพิ่มขั้นตอนในการเก็บเงินอีกด้วย

หลังคณะกรรมการมีมติแล้ว นโยบายนี้ควรดำเนินการไปได้เลยตามกำหนดในวันที่ 1 ส.ค.นี้ แต่น่าประหลาดที่มีการนำมตินี้ไปเสนอต่อที่ประชุม ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีมติให้แก้ไขหลักการสำคัญหลายข้อ ซึ่งคณะกรรมการก็คงต้องกลับมาทบทวนและประทับตรายางตามการสั่งการของผู้มีอำนาจเหนือต่อไป

ทราบว่าในการเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีได้เสนอข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความจริงว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในการพิจารณาเรื่องนี้ กรรมการผู้แทนองค์กรเอกชนซึ่งมีอยู่ 5 คน มีคนค้านเพียงคนเดียว (คือผู้เขียน) แต่ความจริงมีกรรมการจากองค์กรเอกชนอย่างน้อย 2 คนที่คัดค้าน คือ บุญยืน ศิริธรรม จากภาคเกษตร คัดค้านชัดเจน “ยืนยันไม่เห็นด้วยกับการร่วมจ่ายค่าบริการ” และนิมิตร เทียนอุบล ผู้แทนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็คัดค้านชัดเจนว่าถ้าตัดสิทธิประชาชนมิให้ตัดสินใจร่วมจ่ายก็ไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าถ้า สุนทรี เซ่งกิ่ง ผู้แทนด้านแรงงาน เข้าร่วมประชุมด้วย ก็คงคัดค้านเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท