
พัฒนาและรักษาทรัพยากรล้ำค่าของชาติ
....สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
คงจะปฏิเสธกันไม่ได้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลของหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยตัดสินใจเลือกใช้นโยบายทางการคลังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจที่มีแหล่งกำเนิดมาจากภาคการเงินในโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสียหายในทางสังคม เช่น การให้การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในส่วนของการลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่จำเป็น การกระตุ้นการใช้จ่ายในรูปแบบต่างๆ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการจัดหาสวัสดิการภาครัฐให้กับประชาชน (เป็นการมองโลกในแง่ดี) ผลของการดำเนินมาตรการดังกล่าวส่งผลต่อเนื่องในรูปของการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาครัฐ หรืออาจจะเรียกว่าหนี้สาธารณะ (Public Debt) ก็ได้ (ปริมาณหนี้ต่างประเทศของโลกสูงถึงกว่า 65 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งประเด็นสำคัญของการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะนี้ ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงวิธีการในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของภาครัฐ (Public Debt Management) ต่อไป หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ เราต้องตอบคำถามสำคัญต่อไปนี้ คือเราจะมีวิธีในการจ่ายชำระคืนหนี้สินเหล่านี้อย่างไร? และใครจะเป็นผู้จ่าย? คำถามที่สองนี้เองเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการกำหนดวิธีการบริหารจัดการหนี้สาธารณะของภาครัฐโดยปริยาย เพราะการเกิดขึ้นของหนี้เหล่านี้คงจะไม่สามารถไปเรียกเก็บเอากับผู้ที่มีส่วนร่วมทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่เป็นสาเหตุเริ่มต้นของการเกิดหนี้เหล่านี้ได้
เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างรายรับรายจ่ายของภาครัฐก็คงต้องยอมรับกันแต่โดยดีว่าคงจะหนีไม่พ้นที่จะเป็นภาระของประชาชนเราท่านที่เป็นผู้เสียภาษีทั้งหลาย ที่จะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ในการชำระหนี้เหล่านี้ เพราะเหตุผลเดียวที่สำคัญคือภาษีเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของภาครัฐ แต่ปัญหาไม่ได้ยุติลงแต่เพียงเท่านั้นครับ หนี้ภาครัฐที่สะสมเพิ่มมากขึ้นก็เป็นธรรมดาอยู่นั่นเองที่จะต้องใช้เวลาในการผ่อนชำระที่ยาวนานออกไป และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับ
“ประชาชนผู้เสียภาษี” ในหลายกลุ่มหลายรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียภาษีในรุ่นต่อๆ ไป (Next Generation) ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะต้องมีอีกกี่รุ่นที่ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบกับหนี้ที่คนเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง เข้าทำนองที่ว่าคนรุ่นหนึ่งก่อหนี้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปรับชำระหนี้คืนแทน และถ้าเป็นที่ยอมรับกันได้ในสังคม จะด้วยเหตุผลใดก็ตามก็คงจะทำให้การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐมีทางเลือกมากขึ้น มีความยืดหยุ่นได้มากขึ้น แต่ถ้ามีคนเอาเรื่องนี้ไปผูกโยงกับเรื่องการจัดเก็บภาษีมรดก โดยอ้างว่าลูกหลานของตนจะมีภาระทางภาษีมากขึ้น มรดกนั้นเป็นเพียงการช่วยเหลือคนรุ่นต่อไปในการรับภาระทางด้านภาษีเท่านั้น เรื่องที่ดูเหมือนจะไม่ซับซ้อนอะไรก็จะกลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากที่ต้องขบคิดกันอีกอย่างไรก็ตาม เมื่อหันกลับไปดูว่าคนรุ่นต่อไปที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้เสียภาษีเป็นใคร ก็ทำให้ต้องเกิดความกังวลใจบ้าง เพราะในขณะที่รัฐบาลในหลายประเทศมีการก่อหนี้เพิ่มมากขึ้นนั้น (คล้ายกับว่าโลกทั้งโลกเป็นหนี้มากขึ้น) โครงสร้างประชากรก็มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ซ้ำร้ายการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรยังเป็นไปในทิศทางที่สังคมมีแนวโน้มที่จะมีอายุสูงขึ้น หรือที่เรียกว่า Aging Society แสดงว่าสังคมจะประกอบด้วยประชากรที่มีอายุมากในสัดส่วนที่สูงมากขึ้น ประชากรในวัยทำงาน ซึ่งเป็นวัยที่จะทำหน้าที่เป็นผู้เสียภาษีมีจำนวนน้อยลง ภาระภาษีของประชากรในวัยทำงานของคนรุ่นต่อๆ ไปจึงต้องเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องสงสัย เหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ ไม่เพียงเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดหนี้สาธารณะสะสมจำนวนมหาศาล (สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงมากกว่า 60% ในหลายประเทศ) ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ในรูปภาษีแก่ภาครัฐ และความสามารถในการชำระหนี้ ทรัพยากรมนุษย์ (โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะ) กลายเป็นทรัพยากรล้ำค่าของระบบเศรษฐกิจและดูเหมือนจะมีค่ามากขึ้นๆ ตามภาระหนี้ของประเทศต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ประชากรในวัยทำงานที่มีทักษะสูงจะเป็นทรัพยากรที่มีความต้องการสูง อาจจะถึงขั้นที่จะมีการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรเหล่านี้เลยทีเดียว
สำหรับประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีโครงสร้างประชากรที่ไม่แตกต่างจากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เนื่องจากอัตราการเกิดของไทยอยู่ในระดับต่ำ และจำนวนประชากรไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนักตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนของประชากรในวัยทำงานมีแนวโน้มลดลงตามลำดับ ปัญหาสมองไหล ซึ่งเกิดขึ้นบ้างแล้วในสังคมไทยคงมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าสังคมไทยควรจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการรักษาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของเราเอาไว้ให้มาก ถ้าพิจารณาเฉพาะเรื่องมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนาทุนมนุษย์ ก็จะพบว่ามีมูลค่ามากกว่าที่เราคาดคิดไว้มาก นโยบายและบทบาทของภาครัฐในภาคการศึกษาควรจะได้รับความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภาคอื่นๆ ของระบบเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยยังมีความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากการที่ไทยมีโครงสร้างการกระจายรายได้ที่แย่มากประเทศหนึ่งของโลก (พิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์ GINI) ในแง่ของประชากร ปัญหาผู้มีรายได้น้อยมีแนวโน้มที่จะมีบุตรมากกว่าผู้มีรายได้มาก เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีรายได้น้อยมีโอกาสที่จะเข้าถึงระบบการศึกษาที่ดีน้อยกว่า ทำให้การพัฒนาให้ประชากรที่จะก้าวเข้าสู่วัยทำงานเป็นแรงงานที่มีทักษะ มีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น ซ้ำร้ายโครงสร้างของระบบการศึกษาภายในประเทศยังมีลักษณะของการกระจุกตัวอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพิจารณาจากทางด้านคุณภาพของการศึกษาในทุกๆ ระดับ คงจะถึงเวลาที่ประเทศไทยควรจะหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการพัฒนาและรักษาทรัพยากรที่มีค่าของเราไว้ เพื่ออย่างน้อยเราจะสามารถคงประชากรที่จะมีขีดความสามารถในการเป็นผู้เสียภาษีที่ดี และมีศักยภาพในการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะทำให้เราสามารถบริหารจัดการหนี้สาธารณะของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพในที่สุด







