
เพิ่มผลตอบแทนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ
ชงครม.10ก.ค.นี้ป.ตรีได้1.5หมื่นเทียบข้าราชการ
ชงครม.10ก.ค.นี้ป.ตรีได้1.5หมื่นเทียบข้าราชการ
แรงงานชง ครม.อังคารนี้ เพิ่มค่าครองชีพลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ป.ตรี เป็น 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ต่ำกว่า ป.ตรี ให้ 12,285 บาท
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 10 ก.ค. กระทรวงแรงงานจะเสนอมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ วันที่ 27 ก.พ. 2555 เรื่องการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายเพิ่มเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ลูกจ้างที่จบปริญญาตรีค่าจ้างไม่ถึง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ให้เพิ่มค่าจ้างชั่วคราวเพิ่มจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีกจนถึง 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน ส่วนผู้ที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีมีเงินเดือนไม่ถึง 12,285 บาทต่อเดือน ให้ได้รับเงินเพิ่มจากค่าครองชีพชั่วคราว 1,500 บาทต่อเดือน แต่เมื่อรวมเงินเดือนหรือค่าจ้างต้องไม่เกิน 12,285 บาทต่อเดือน
ขณะที่กรณีลูกจ้างที่มีเงินเดือนไม่ถึง 9,000 บาทต่อเดือน ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนอีกจนถึง 9,000 บาทต่อเดือน
นอกจากนี้ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ยังเสนอให้ยกเลิกมติ ครม.วันที่ 14 ต.ค. 2551 เรื่องการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ และให้การจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวดังกล่าวใช้เงินงบประมาณของรัฐวิสาหกิจเอง และให้นำระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของทางราชการมาใช้โดยอนุโลม
ทั้งนี้ การจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวดังกล่าวไม่ถือเป็นค่าจ้างและมีลักษณะการจ่ายเป็นการชั่วคราว รวมทั้งไม่เป็นฐานในการคำนวณสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ลูกจ้าง และหาก ครม.มีมติยกเลิกการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของทางราชการ ให้รัฐวิสาหกิจยกเลิกการจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวแก่ลูกจ้างด้วย
ด้านภาระค่าใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้าง เป็นการซ้ำเติมปัญหาของการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน โครงการเงินกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลังพบการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท จากภาระหนี้รวมประมาณ 8 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 90% เป็นหนี้สกุลเงินเยนญี่ปุ่น
สำหรับแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มีสามแนวทาง คือ 1.การชำระหนี้ก่อนกำหนด 2.การทำรีไฟแนนซ์ หรือกู้ใหม่มาชำระหนี้เก่า จากเงินกู้สกุลต่างประเทศเป็นเงินบาท และ 3.การทำสวอป ข้อตกลง หรือสัญญาที่จัดทำขึ้นระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย ที่มีความต้องการที่จะแลกเปลี่ยนสินทรัพย์อ้างอิง หรือตัวแปรอ้างอิงระหว่างกันตามจำนวนที่ระบุไว้ในอนาคต เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของการดำเนินธุรกิจของตน โดยอาจมีสถาบันการเงินทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน หรือเป็นคู่สัญญาอีกด้านหนึ่งให้แทนก็ได้







