posttoday
เวิร์กช็อปเอสเอ็มอีแก้สถานภาพคล่อง

เวิร์กช็อปเอสเอ็มอีแก้สถานภาพคล่อง

09 กรกฎาคม 2555

ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้ประชุมร่วมกันในกลุ่มสมาชิกเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตยุโรปของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่มีปัญหามาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ทำการค้ากับตลาดสหภาพยุโรป (อียู) เพราะเมื่อมีการชะลอคำสั่งซื้อ

ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้ประชุมร่วมกันในกลุ่มสมาชิกเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤตยุโรปของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มที่มีปัญหามาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ทำการค้ากับตลาดสหภาพยุโรป (อียู) เพราะเมื่อมีการชะลอคำสั่งซื้อ

ผลที่ตามมาคือปัญหาสภาพคล่อง จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูแล เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องเกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วม และยังมีวิกฤตยุโรปซ้ำเติม ทำให้คำสั่งซื้อลดลง

สะท้อนให้เห็นจากการขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจ ที่ขยายตัวอย่างมากกว่า 16% เป็นการขยายตัวมากผิดปกติ เนื่องจากกลุ่มนักธุรกิจต้องการเงินไปหมุนเวียน แต่หากพิจารณาในศักยภาพของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยยังคงมีความสามารถสูง ถ้าได้รับการสนับสนุนบ้าง ก็จะฟื้นตัวและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้นำมาตรการของภาครัฐด้านการส่งออก ที่ได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) ร่วมกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์ที่แล้ว มาพิจารณาร่วมกัน ได้แก่ 1.มองตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ที่ไม่ใช่ตลาดส่งสินค้าปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่ให้มองเป็นตลาดวัตถุดิบและแหล่งทุนในการผลิต โดยใช้โครงสร้างภาษีของอาเซียนให้เกิดประโยชน์ในการปรับการส่งออก และการเพิ่มศักยภาพตลาดเดิมให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งในตลาดอาเซียนและตลาดยูโรโซนที่มีปัญหา

2.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือเชิงนโยบายด้านการตลาด ในการผลิตสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันได้ 3.ภาครัฐจะสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนกู้ยืมผ่านโครงสร้างมาตรการการเงิน การคลัง 4.การลดอุปสรรคเร่งด่วนด้านการค้า เช่น ขั้นตอนภาษีและกฎหมายการนำเข้าสินค้า โครงสร้างรองรับการขนส่งและรองรับความแออัดท่าเรือ เพื่อดูว่ามาตรการแต่ละด้านจะมีปัญหาในเชิงปฏิบัติหรือไม่

“ภาคเอกชนจะจัดทำเวิร์กช็อปร่วมกันเองภายในกลุ่มสมาชิกอีกครั้ง เพื่อนำเสนออุปสรรคและปัญหา รวมถึงข้อเสนออื่นๆ เพิ่มเติมต่อนายกรัฐมนตรี ในการประชุมร่วมกับผู้แทนการค้าเดือน ส.ค.อีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังมีความแข็งแรงในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ขยายตัวได้ 13.5% เทียบกับปีที่แล้วที่ขยายตัว 7.2% และหากเศรษฐกิจยุโรปถดถอย 0.40.5% เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะเติบโตได้ 4.55% แต่หากปัญหายุโรปอยู่ในวงจำกัด การส่งออกในช่วงที่เหลือขยายตัวดี จีดีพีไทยจะโต 5.56%

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเข้าใจปัญหาและผลกระทบของเศรษฐกิจยุโรปต่อเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลออกมาตรการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้ง 5 ด้านได้แก่ 1.ด้านเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน 2.เสถียรภาพดอกเบี้ย 3.ดูแลการว่างงาน 4.เสถียรภาพราคาน้ำมัน และ 5.เร่งการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท