
ไขรหัส ตุลาการ ชี้อนาคต รธน.'50
สถานการณ์ทางการเมืองมาถึงเวลานี้ แน่นอนว่าทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีนัดฟังคำวินิจฉัยคำร้องตามรัฐธรรมนูญ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
สถานการณ์ทางการเมืองมาถึงเวลานี้ แน่นอนว่าทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีนัดฟังคำวินิจฉัยคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 เข้าข่ายเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่
หากจับใจความสำคัญตลอดการไต่สวนในศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า 10 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ค.ที่ผ่านมา เอาในส่วนเฉพาะประเด็นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถามพยานฝ่ายถูกร้อง ประกอบด้วย สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ อัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็คงพอประเมินได้ว่าคำวินิจฉัยในวันที่ 13 ก.ค. จะมีหน้าตาแบบไหน เป็นคุณหรือโทษแก่พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล
ประเด็นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้น้ำหนักมากที่สุดถึงขั้นต้องสอบถามพยานกลุ่มนี้ด้วยตัวเอง มีทั้งหมด 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1 การแก้มาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตจะกระทบกระเทือนต่อหมวดพระมหากษัตริย์ไม่ได้ใช่หรือไม่
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ถาม “สมศักดิ์” เมื่อวันที่ 6 ก.ค. เพื่อขอให้ช่วยขยายความในข้อสงสัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะมีลักษณะเข้าข่ายเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐเป็นอย่างไร
“พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีอยู่ในหมวด 2 แต่กระจายทั่วๆ ไป เช่น พระราชอำนาจในการที่จะทรงยับยั้งร่างกฎหมายชั่วครั้งชั่วคราว พระราชอำนาจในการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคล สิ่งเหล่านั้นถ้ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง จะถือหรือไม่ว่านี่คือหมวดพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ถาม
คำตอบที่ได้จากประธานรัฐสภาในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ คือ “สรุปง่ายๆ ดังนี้เลยครับว่า หมวด 2 ไปแตะไม่ได้เลย...ประเด็นนี้เป็นเรื่องละเอียดครับ เพราะฉะนั้น ทางออกควรให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางมาช่วยพิจารณาน่าจะเป็นประโยชน์”
ทั้งนี้ “วสันต์” ยังถามย้ำชัดว่า “ถ้ามีการแก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์ ไปตัดพระราชอำนาจในการอภัยโทษ พระราชอำนาจในการยับยั้งกฎหมายได้ชั่วครั้งชั่วคราว...ถือเป็นการแตะต้องในหมวดพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน” ประธานรัฐสภาตอบว่า “ถ้ากรณีอย่างนี้ถือว่าเข้าข่าย”
ประเด็นที่ 2 ส.ส.ร.ที่จะมีขึ้นถือว่าได้ใช้อำนาจอธิปไตยในส่วนไหน ระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
คำถามนี้เป็นความต้องการศาลรัฐธรรมนูญที่ต้องการความเข้าใจว่า ส.ส.ร.จะเข้ามาใช้อำนาจในส่วนไหน โดยในคำร้องได้ระบุว่าการโอนอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นรัฐสภาตามมาตรา 291 มาให้ ส.ส.ร.ไม่ถูกต้อง เพราะอำนาจอธิปไตยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนั้น การตั้ง ส.ส.ร.เพื่อเข้ามาใช้อำนาจนิติบัญญัติแทนรัฐสภาจึงขัดรัฐธรรมนูญ
คำชี้แจงที่ได้จาก “ยงยุทธ” ภายหลัง “วสันต์” ได้พยายามซักอย่างละเอียดว่า ส.ส.ร.ถือเป็นอำนาจนิติบัญญัติใช่หรือไม่ ปรากฏว่าไม่ได้ความชัดเจนมากนัก ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็ยอมรับเองว่า “ผมก็ตอบยาก แต่ในความเห็นของผม คิดว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายรัฐสภา”
ประเด็นที่ 3 บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์เพื่อให้สามารถยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่
คำถามนี้ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ “อัชพร” ตอบในภาพรวมว่า “สำหรับคนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่คิดถึงว่าจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะตัวเองร่างรัฐธรรมนูญคิดหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ รัฐธรรมนูญฉบับที่ควรจะใช้ไปจนสุดท้าย...
“...แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไปและประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าจะมีกลุ่มคนใหม่ที่เข้ามาแก้ไข เพื่อให้มีบทบัญญัติเรื่องจัดรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ”
เมื่อคำตอบที่ได้ยังกำกวมอยู่ ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องขอคำอธิบายเพิ่มเติมผ่านการถามว่า “ในอนาคตจะเขียนในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อยกเลิกฉบับปัจจุบันจะทำไม่ได้”
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้แจงในหลักการว่า “คงเขียนไม่ได้...หากจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นจริงต้องไปเขียนวิธีการที่จะแก้ไขให้ยากขึ้น เช่น การใช้คะแนนเสียงสูงมากขึ้น แบบนี้คงพอเป็นไปได้”
อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญให้ความสนใจ แต่อาจไม่ใช่สาระสำคัญหลักมากนักถ้าเทียบกับ 3 ประเด็น กล่าวคือ โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ระบุต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะในอดีตศาลเคยมีคำสั่ง 12/2549 ที่เห็นว่าการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระทำใดเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน
ต่อมา วสันต์ ใช้สิทธิชี้แจงกลับทันทีว่า “นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้ยื่นตรงขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เลยถือเป็นการข้ามขั้นตอน เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2540 กำหนดไว้ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พรรคการเมืองใดยกการกระทำการล้มล้างการปกครองก่อนถึงจะสั่งให้ยุบพรรคได้”
แม้ว่าประเด็นนี้จะไม่ได้เกิดมาจากการถามตอบโดยตรง แต่เป็นการเปรียบเหมือนการใช้สิทธิพาดพิงของประธานศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่เมื่อดูจากคำชี้แจงของวสันต์แล้วคงพอจะยืนยันในหลักการได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับวินิจฉัยคดี เท่ากับได้หักล้างข้อต่อสู้หนึ่งของพรรคเพื่อไทยเรียบร้อย
ที่สุดแล้วไม่ว่าวันที่ 13 ก.ค. ผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาในรูปแบบใด การเมืองคงหลีกพ้นปัญหาไม่ได้อย่างแน่นอน







