
นักส่องไฟในโลกข้อมูล
ความรวดเร็วของการสื่อสารที่ถูกขับเคลื่อนให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจากการพัฒนาของเทคโนโลยี
โดย...ณศักดิ์ อัจจิมาธร
ความรวดเร็วของการสื่อสารที่ถูกขับเคลื่อนให้พุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งจากการพัฒนาของเทคโนโลยี ทำให้ผู้คนในโลกปัจจุบันต้องถูกปริมาณข้อมูลข่าวสารมหาศาลถาโถมเข้าใส่ ตั้งแต่ลืมตาตื่นตอนเช้าไปจนกระทั่งหลับตานอนในตอนค่ำ
ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ พบว่า ผู้คนยุคนี้ต้องรับปริมาณข้อมูลข่าวสารเฉลี่ยวินาทีละ 2-3 คำ ตลอดเวลา 12 ชั่วโมงต่อวัน หรือ วันละ 1 แสนคำ ซึ่งนั่นเทียบเป็นปริมาณข้อมูลได้เท่ากับ 34 กิกะไบต์ต่อวัน
ปริมาณข้อมูลมากมายบวกกับความรวดเร็วในการสื่อสารที่มาพร้อมอุปกรณ์เทคโนโลยีขนาดเล็ก ทำให้เราสามารถเลือกเสพข้อมูลได้ทุกที่ทุกเวลา ตั้งแต่ลืมตาตื่นบนเตียง เดินทางไปทำงาน นั่งเงียบๆ ในร้านกาแฟ หรือกำลังปลดทุกข์ในห้องน้ำ
การเข้าถึงข้อมูลอันรวดเร็วทำให้หลายคนกลายเป็นนักเสพและนักวิจารณ์แบบฉาบฉวยทั้งที่รู้ตัวและโดยไม่รู้ตัว
ที่สำคัญหลายต่อหลายครั้งผู้คนเลือกที่จะเสพข้อมูลแค่เพียงต้องการความรู้สึกแบบ “ดราม่า” พร้อมกับใส่สีตีไข่ก่อนที่จะกดปุ่ม “แชร์” เรื่องราวเหล่านั้นไปยังโลกออนไลน์ เพื่อให้เพื่อนฝูงมา “เมนต์” กันสนุกปาก
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้เรื่องราวหลายๆ เรื่องเป็นที่รับรู้ของผู้คนในสภาวะที่ห่างไกลจากข้อเท็จจริงอยู่มาก
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นเรื่องราวหลายๆ เรื่องก็ยังไม่ได้ถูกสงสัย ตั้งคำถาม หรือเข้าไปค้นหาให้ลึกซึ้งเพื่อดูว่า แท้จริงแล้วข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร แม้กระทั่งสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยก็มิได้สืบสาวข้อมูลที่เป็น “แก่น” ของเรื่องให้ปรากฏต่อสาธารณะทั้งที่เป็นหน้าที่พึงกระทำ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการฆ่าตัวตายของว่าที่บัณฑิตสาวระดับมหาวิทยาลัยกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสนทนาที่มีผู้คนบนโลกออนไลน์พูดถึงอย่างกว้างขวาง
เรื่องดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านหน้าสื่อทำนองว่า นิสิตสาวที่กำลังจะเข้ารับปริญญารายนี้เกิดความเครียดหลังจากไปทำศัลยกรรมที่ใบหน้ามาและได้ผลไม่เป็นอย่างที่หวังจึงคิดสั้นฆ่าตัวตาย
ทันทีที่ข่าวถูกนำเสนอออกมาก็ถูกส่งต่อและเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็วอย่างกว้างขวาง หลายๆ เว็บไซต์ที่มีการนำข่าวนี้ไปเผยแพร่มีจำนวนผู้คนมาแสดงความเห็นยาวเป็นหางว่าว
ข้อความจำนวนไม่น้อยก็เป็นการวิจารณ์อย่างสนุกปาก บ้างก็ว่ากล่าวอย่างเสียๆ หายๆ บางรายก็ลามปามไปถึงขนาดกล่าวหาว่าผู้ที่จบจากสถาบันนี้มักจะมีภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ที่อ่อนแอ เพราะเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ก็ตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองเสียแล้ว
กระทั่งข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏจากข้อความของบรรดาเพื่อนของหญิงสาวที่พากันออกมาสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ ข้อมูลจึงเริ่มชัดว่า เธอไม่ได้ไปทำศัลยกรรมตามที่ปรากฏเป็นข่าว โดยที่ผ่านมาเธอเพียงแค่เคยเข้ารับการผ่าตัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเธอมีความเครียดส่วนตัวหลายเรื่อง ฉะนั้นสาเหตุที่ทั้งสื่อมวลชน และผู้คนที่เสพข่าวสรุปว่าการฆ่าตัวตายมาจากความไม่พอใจในผลศัลยกรรมนั้นจึงไม่เป็นความจริง
เมื่อลองค้นไปถึงต้นตอของข่าวก็จะพบว่า เจ้าหน้าที่ได้สันนิษฐานสาเหตุของการเสียชีวิตไว้หลายประการ โดยมุ่งประเด็นหลักไปที่เรื่องของอาการโรคซึมเศร้า ที่ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่ามาจากอะไร ทว่าข่าวสารที่ถูกนำเสนอออกมากลับหยิบจับเอาเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องที่มีแนวโน้มว่าจะ “ดราม่า” ขึ้นมานำเสนอ
ใช่หรือไม่ว่า สังคมในยุคนี้มีพฤติกรรมการเสพข้อมูลที่ไม่ต่างอะไรจากคนถือไฟสปอตไลต์ออกส่องสัตว์ในยามค่ำคืน
ท่ามกลางความมืดมิด นักส่องสัตว์มักใช้ไฟส่องไปเฉพาะจุดที่เราต้องการจะฉายไป ขณะที่ขอบเขตในการมองเห็นรายละเอียดของจุดๆ นั้นก็เป็นแค่อาณาบริเวณเล็กๆ เท่าที่ความสว่างของหลอดไฟจะเอื้ออำนวย เราอาจมองเห็นกวางโผล่มาเพียงแค่ตัวเดียวในทุ่งหญ้าและทึกทักเอาว่าการส่องสัตว์คืนนี้ช่างเงียบเหงาเพราะมีกวางมาให้เห็นแค่หนึ่งตัว ขณะที่ความเป็นจริงอาจมีอีกเป็นฝูงที่กำลังนอนพักอยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างออกไป
ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ นักส่องสัตว์บางพวก เมื่อส่องไฟไปเจอสัตว์ตัวหนึ่งเข้าแล้วก็มักจะส่องไฟจี้ไปเฉพาะที่สัตว์ตัวนั้นและไม่หันไปสนใจบริเวณมืดมิดอื่นๆ อีกเลย จนบางครั้งผิวหนังของสัตว์ที่ถูกไฟส่องจี้อยู่ตลอดเวลาต้องเกิดรอยไหม้จากความร้อนของไฟสปอตไลต์
เมื่อสนใจแต่เพียงบางช่วงบางตอน หรือบางจุดของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และคิดเหมาเอาเองว่า เป็นแบบนั้นแบบนี้ตามที่เห็นจึงมักสร้างความเสียหายมากกว่าที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะเมื่อใดก็ตามที่ได้เห็นสิ่งนั้นทั้งหมดอย่างชัดเจน ความเข้าใจที่คิดเหมาเอาเองในตอนต้นอาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างรุนแรงก็เป็นได้
จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ในโลกที่ข้อมูลมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและพุ่งเข้าสู่ผู้รับอย่างรวดเร็วนั้น ย่อมเต็มไปด้วยความซับซ้อนของข้อมูลที่ต้องอาศัยการค้นหา ตั้งคำถาม และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงข้อเท็จจริง ก่อนที่จะเลือกตัดสินใจเข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นในทางใดทางหนึ่ง
เพราะปัญหาจำนวนไม่น้อยที่กำลังรุมเร้าสังคมไทยมีสาเหตุเล็กๆ มาจากแค่การเชื่อในข้อมูลบางส่วนของเรื่องบางเรื่องโดยไม่ทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า แท้จริงแล้วเรื่องนั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ขณะที่เรื่องบางเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการเข้าใจพัฒนาการของเรื่องราวที่มีเงื่อนเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผลลัพธ์ของเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีเหตุปัจจัยหลายประการที่เข้ามามีส่วนสำคัญในยามที่เรื่องเกิดขึ้นในอดีต
เมื่อสังคมยุคใหม่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดนของการสื่อสารเข้ามาขวางกั้น และมีคนบางกลุ่มใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นอาวุธเข้าประหัตประหารกันในสงครามข่าวสาร ในฐานะผู้เสพจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง “รู้เท่า” และ “รู้ทัน” ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้และไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครบางคนจากการเสพข้อมูลแบบลวงๆ โดยไม่รู้ตัว
ในโลกแห่งข้อมูล เราอาจต้องเป็นนักส่องไฟที่ถือไฟหลายดวงและมีความละเอียดละออในการสาดแสงไฟไปยังพื้นที่ให้หลากหลายมากขึ้น เพื่ออย่างน้อยเราจะได้มองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้าได้ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก







