posttoday
ไตรภูมิกถาในทัศนะของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ

ไตรภูมิกถาในทัศนะของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ

08 กรกฎาคม 2555

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร จัดสัมมนา เรื่อง คติไตรภูมิ : อิทธิพลต่อวิถีสังคมไทย เมื่อวันที่ 28-29 มิ.ย. 2555 ณ โรงแรมเอส.ดี. อเวนิว กรุงเทพมหานคร

โดย...สมาน สุดโต

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร จัดสัมมนา เรื่อง คติไตรภูมิ : อิทธิพลต่อวิถีสังคมไทย เมื่อวันที่ 28-29 มิ.ย. 2555 ณ โรงแรมเอส.ดี. อเวนิว กรุงเทพมหานคร ในการนี้ สำนักวรรณกรรมฯ เชิญนักวิชาการและคีตวิทยาหลายท่านมาเสนอความคิดเห็น ในจำนวนนั้น เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ได้รับเชิญให้แสดงทัศนะด้วย

เรื่องที่เนาวรัตน์นำเสนอ สำหรับผู้เขียนเห็นว่าเป็นของใหม่ เพราะท่านวิเคราะห์ให้เห็นความสำคัญของวรรณกรรมของแต่ละยุคของชาติไทยเป็นฉากๆ ว่ายุคนั้นมีวรรณกรรมเรื่องนั้น เพราะสังคมมีทิศทางอย่างไร

วรรณคดีที่มีอิทธิพลสมัยสุโขทัยคือไตรภูมิ สมัยอยุธยาคือทศชาติ หรือเวสสันดร สมัยรัตนโกสินทร์คือรามเกียรติ์

วรรณกรรม 3 เรื่อง 3 ยุคนั้นมีอิทธิพลต่อการจัดระเบียบสังคมไทยไม่น้อยเลย

ไตรภูมิพยายามปลุกจิตสำนึกให้คนทำดีและสร้างกุศล ละการสร้างบาป โดยบาปบุญคุณโทษนั้นเน้นให้เห็นอบายภูมิและทุติยภูมิเป็นสำคัญ ขึ้นอยู่กับการ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

เมื่อพูดถึงคำว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เนาวรัตน์ บอกว่า ท่านอาจารย์พุทธทาสนำมาตีความใหม่ว่า ทำดี ดี ทำชั่ว ชั่ว เป็นการเล่นเอาเถิดการใช้ถ้อยคำที่เคยพูดว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ดี ท่านอาจารย์พุทธทาสตัดคำว่าได้ออก เพราะได้เป็นค่านิยม (ให้เกิดความโลภ) ท่านจึงว่าทำดี ดี โดยไม่ต้องหวังผลหรือรอผล เพราะความดีที่ทำเห็นว่า ดีก็คือดี ชั่วก็คือชั่ว เป็นเป้าหมายสูงสุดของการกระทำ และเรื่องไตรภูมิสอนให้คนสนใจบาปบุญคุณโทษนั้น

ส่วนเวสสันดรมีเป้าหมายให้คนสำนึก รู้จักเสียสละ

เมื่อกล่าวถึงตอนพระเวสสันดรบำเพ็ญมหาทาน บริจาคลูกเมียให้กับชูชก บางคนว่าเป็นไปไม่ได้ ใครจะเสียสละลูกเมียให้คนชั่วมาทำทารุณกรรมแก่ลูก หากทำได้แสดงว่าคนนั้นใจร้ายมาก (พระเวสสันดรยกกัณหาชาลีให้ชูชกที่มาขอ เพื่อนำไปเป็นข้ารับใช้นางอมิตดาเมียสาว)

เนาวรัตน์ว่าแท้จริงแล้วผู้สอนต้องถอดรหัสธรรมให้เห็นว่าการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ขนาดเสียสละลูกเมีย เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ จึงเปรียบเทียบด้วยการเสียสละลูกเมีย เพื่อให้เห็นในเชิงรูปธรรม เพราะนักจิตวิทยาบอกว่า คนที่ไอคิวไม่ถึง 100 พูดเรื่องนามธรรมไม่ค่อยรู้เรื่อง ต้องพูดเป็นรูปธรรม

น้ำหนักความเสียสละลูกเมียมากแค่ไหน การเสียสละความยึดมั่นถือมั่น ก็มีน้ำหนักมันมากปานนั้น

การสอนเวสสันดร เพื่อให้คนสำนึกในการเสียสละไม่เห็นแก่ตัว แต่ให้เห็นแก่ผู้อื่นเป็นสำคัญ

วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์นั้นเป้าหมาย คือ การจัดระเบียบสังคม ดูเรื่องจัดทัพในการแสดงโขนแต่ละครั้งอลังการมากๆ ที่เน้นการจัดระเบียบสังคม เพราะบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงมากขึ้น นอกจากเปลี่ยนแปลงสังคม ยังต้องกล้าสู้อุปสรรคใดๆ ด้วย

การสู้กับหมู่มาร (ในรามเกียรติ์) คือ การสู้กับอุปสรรคนั่นเอง

วรรณกรรม 3 เรื่อง ให้ข้อคิดกับเรา ไตรภูมิบอกให้กล้าสร้างกุศล เวสสันดรต้องกล้าเสียสละ และรามเกียรติ์ต้องกล้าสู้อุปสรรค

เรื่องจักรวาลในไตรภูมิที่ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ตีความว่า สิ่งสำคัญที่สุดในไตรภูมิ คือ จตุรภูมิ หรือพุทธภูมิ ที่เรียกว่า นิพพาน

เพราะ 3 ภูมิ 3 ภพนั้น เป็นคติของพราหมณ์ ย้อนไปดูว่าทำไมพุทธองค์จึงเห็นว่าพุทธภูมิสำคัญกว่าไตรภูมิ

ดูลายประดับมุกที่หอมณเฑียรธรรม วัดพระแก้ว จะเห็นการจัดลำดับชั้น จะเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ยอดสูงสุด สูงสุดในไตรภูมิคือพุทธภูมิ

ให้ย้อนไปดูพุทธประวัติอย่างตีความใหม่

แท้จริงแล้วผู้เป็นศาสดาหรือผู้บรรลุ หรือเจ้าแห่งศาสนา ท่านคิดอยู่อย่างเดียวว่าชีวิตนี้คืออะไร มันอยู่อย่างไง มันเกิดมาเพื่ออะไร จะไปสู่จุดไหน คำตอบทุกศาสนาจะตรงกันหมด

หากใครรู้หัวใจศาสนาของตน เข้าถึงแก่นก็จะเข้าใจศาสนานั้นๆ ศาสนาของพุทธ เกิดจากการคิดตกผลึกแล้วของพราหมณ์ที่สมมติเทพมา 3 องค์ พระศิวะ พระนารายณ์ พระพรหม นั่นคือ พระพรหมเป็นผู้สร้าง พระนารายณ์เป็นผู้รักษา และพระศิวะคือผู้ทำลาย อันเป็นความจริงด้านสัจธรรม ได้แก่ เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ของสรรพสิ่งในโลก แต่การอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นมันยาก จึงต้องสร้างเป็นรูปธรรมขึ้นมา ในสมัยที่ความรู้ของคนยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์ จึงต้องอธิบายด้วยรูปธรรมให้เห็นว่า ผู้สร้างคือใคร ผู้รักษาคือใคร และผู้ทำลายคือใคร จึงมีพระพรหม พระนารายณ์ และพระศิวะ

เทพที่คนกลัวมากที่สุด คือ พระศิวะ หรืออิศวร เพราะยื่นความตายให้แก่ทุกคน หลักอันนี้มาสู่คำว่า โอม (มาจาก 3 คำผสมกัน คือคำว่า อะ อุ มะ) อะคือศิวะ อุคือวิษณุ หรือนารายณ์ และมะคือพระพรหม

เมื่อหลักคิดนี้เกิด คนก็เชื่อ จึงเกิดพิธีกรรมว่าต้องบูชาอย่างไรจึงจะไปเกิดเป็นเทวดา จึงอธิบายเป็นไตรภูมิขึ้นมา สอดคล้องกับการถือชั้นวรรณะของอินเดีย พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร มีวรรณะหรือภูมิอยู่ในนั้น พราหมณ์และกษัตริย์อยู่ชั้นสูงสุด รองลงมาคือ แพศย์ ได้แก่ คนทำมาหากิน ศูทรต่ำสุด สังคมอินเดียอยู่กับวรรณะอย่างนี้ ก็คิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้พ้นไปจากสิ่งนี้

ไตรภูมิกถาในทัศนะของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ

 

พระพุทธองค์ หรือเจ้าชายสิทธัตถะ อยู่ในวรรณะกษัตริย์ แต่ไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ เห็นว่าไม่ใช่ การเสพสุขทุกวันนั้นไม่ใช่ ยังไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร ไม่รู้เลยว่าเราเกิดมาทำไม คนเราเป็นเช่นนี้ 90% เกิดมาไม่เท่าไรตายเสียแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะ คือ ผู้กบฏต่อชนชั้นของตน ไม่เป็นกษัตริย์ยังไม่พอ แต่ยังยินดีมาเป็นนักบวชอีก

การที่กล้าคิดใหม่ ไม่อยู่ในกรอบ ถ้าเป็นกษัตริย์ก็เป็นจักรพรรดิ แต่อยากรู้ว่าชีวิตคืออะไร จึงมาเป็นนักบวช พูดถึงตรงนี้เนาวรัตน์ ชี้ว่า วิสาขบูชา หรือวันขึ้น 15 ที่เป็นวิสาขบูชา และเป็นวันพุทธชยันตีของชาวอินเดีย ถือว่าเป็นวันเกิด ไม่รวมวันนิพพาน

คืนวันวิสาขะ เนาวรัตน์ว่านั้นเจ้าชายสิทธัตถะนั่งใต้ต้นโพธิ์ คงว้าเหว่มาก เพราะความรู้ที่ได้จากสำนักพราหมณ์ต่างๆ ของอินเดียหรือฮินดูเต็มหัว ได้ศึกษาแล้ว ทดลองแล้ว ทำทุกอย่างครบตามที่โลกจะให้ได้ ยังหาคำตอบชีวิตไม่ได้ จึงว้าเหว่มาก

ภาพต่างๆ ที่หลอน คือ ความว้าเหว่ ความกลัว และความที่พระองค์สงสัยไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ไม่รู้จะไปไหน นั่งอยู่อย่างนั้น นั่นคือ ภาพผจญมาร ธิดามารมายั่วยวน คือ ความหวั่นไหวในจิตใจของพระองค์

ในที่สุด (เราคิดเอาเอง) ท่านได้ตระหนักสำนึกว่า ท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแผ่นดิน ดินเป็นสสารที่ไม่สลายไปจากโลก ท่านก็เป็นหนึ่งในดาวโลกดวงนี้ เราจึงเห็นภาพพระแม่ธรณีบีบมวยผม แม่ธรณี คือ การตระหนักรู้พระองค์ว่าเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เป็นอันเดียวกับโลกนี้

คำว่า ว้าเหว่ คือ Alone หรือ Allone ทุกสิ่งเป็นหนึ่ง หนึ่งเป็นทุกสิ่ง เราเป็นจักรวาล จักรวาลเป็นเรา เมื่อตระหนักอย่างนี้ความหวาดหวั่นหมดไป

ความจริงอันนี้ ท่านอาจารย์พุทธทาสย้ำอีกว่า วิสาขบูชาเกิด 3 ภาวะ คือ ตรัสรู้ ความเป็นพุทธเกิดขึ้น ตรัสรู้ รู้ความดับทุกข์ นิพพานเกิดขึ้น ดังนั้น ประสูติ ตรัสรู้ และนิพพาน เป็นขณะเดียวกัน ตรงนี้สำคัญมาก เป็นความจริง เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นตรรกะที่สมบูรณ์มาก วันวิสาขบูชาจึงเป็นวันวาระเดียวกันของ 3 สิ่งสำคัญ ประสูติ ตรัสรู้ และนิพพาน (มิใช่ปรินิพพาน)

การอธิบายอย่างนี้ยากมากในสมัยนั้น พระพุทธองค์จึงใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ทบทวนเรื่องที่ตรัสรู้ จนได้รับสมัญญาว่า วิชชา จรณสัมปันโน

พระองค์ตรัสรู้แล้วจะทำอย่างไร ในเมื่อคนเชื่อเรื่องพราหมณ์แน่นหนา พระองค์จึงมีอุบายที่จะสอนว่าทำอย่างไรคนธรรมดาจะไปเป็นเทวดาได้ พราหมณ์บอกวิธีหลายอย่าง แต่พุทธองค์บอกว่าต้องมีเทวธรรม = หิริโอตตัปปะ และกลัวบาปทั้งต่อหน้าและลับหลัง เพียง 2 ข้อเท่านั้น

พร้อมกันนั้น พระองค์เอาความเชื่อของคนสมัยนั้นอธิบายใหม่จนถึงพรหมลูกฟัก สูงสุดของพรหม คือ อาตมัน แต่พุทธองค์ตีอาตมันด้วยคำว่า อนัตตา คำเดียวเท่านั้น ใช้หลักอนัตตาตีทะลุทลายเพดานความเชื่อของพราหมณ์ออกไปเลย นี้คือการทะลายไตรภูมิตามหลักพราหมณ์เพื่อบรรลุพุทธภูมิ

อนัตตา มิใช่ไม่มีตัวตน แต่มันคือ อัตตา แปลว่าไม่ใช่ตน เป็นตนแต่ไม่ใช่ตน

เหมือนชื่อเนาวรัตน์ ถ้าไม่เรียกชื่อก็เป็นคนคนหนึ่ง แต่เรามี อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในตัวตน เมื่อเลิกสิ่งสมมติเป็นเช่นนั้น ตรงนี้คือ อนัตตา

ศาสนาพุทธต้องการให้คนเข้าถึงนามธรรม ผมถือว่าสำคัญมาก ดังนั้นเมื่อนึกถึงไตรภูมิ ให้คิดถึงจตุรภูมิ คือ พุทธภูมิ ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์บอกว่า ต้องถอดรหัสไตรภูมิให้ได้ เพราะสังคมไทยปะทะความเชื่อกับความคิด แม้กระทั่งในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท