
ไพร่นั้นสำคัยไฉน
โดยที่มีคนบางกลุ่มพยายามที่จะเสนอให้เห็นว่าบ้านเมืองของเราขณะนี้คือ
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
โดยที่มีคนบางกลุ่มพยายามที่จะเสนอให้เห็นว่าบ้านเมืองของเราขณะนี้คือ การต่อสู้ระหว่างไพร่กับอำมาตย์ และการต่อสู้นี้จะนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง (ตามแบบที่คนกลุ่มนี้คิด ซึ่งมีรายละเอียดของความเป็นประชาธิปไตยที่มีหลักการและรายละเอียดค่อนข้างจะแปลกแยกกว่าที่ใครๆ เคยรู้จัก) ซึ่งมีความไม่ชอบมาพากลจนน่าเป็นห่วง
แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การที่คนกลุ่มนี้เน้นว่าจะต้องมีการต่อสู้ระหว่างไพร่และอำมาตย์นี้อย่างรุนแรงจนถึงขั้นแตกหัก นั่นก็คือไพร่จะต้องล้มล้างอำมาตย์ แล้วสังคมไทยจึงจะดำเนินไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ ซึ่งมีแนวทางคล้ายกับการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อน ที่เสนอแนวคิดว่าต้องทำลายชนชั้นปกครองเสียก่อน จึงจะสร้างสังคมที่ไร้ชนชั้น (เป็นคอมมิวนิสต์) นั้นขึ้นได้
หากจะลำดับความประวัติศาสตร์ของระบบไพร่ในประเทศไทย โดยดูจากบทบาทของไพร่ในสถานการณ์ของบ้านเมืองคงจะแบ่งได้เป็น 2 ยุคใหญ่ๆ คือ ไพร่ในการเมืองสมัยจารีตกับไพร่ในการเมืองสมัยใหม่ โดยที่ในสมัยจารีตไพร่คือ ระบบของการควบคุมกัน เพื่อเอาคนไปใช้ในราชการงานของพระเจ้าแผ่นดิน และไพร่ในระบบนี้ได้ถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ส่วนไพร่ในสมัยใหม่หมายถึงความคิดที่ควบคุมหรือใช้ประโยชน์ประชาชนจากคนบางกลุ่ม เช่น นักการเมืองซื้อเสียงชาวบ้านเข้าไปมีอำนาจ รวมถึงลักษณะที่ผู้คนยอมสยบต่ออำนาจที่เหนือกว่านั้นด้วย ที่เราอาจจะเรียกประชาชนแบบนี้ได้ว่าเป็น “ไพร่เลือกตั้ง” หรือให้โก้หรูขึ้นมาอีกนิดก็คือ “ไพร่ในระบอบประชาธิปไตย”
คนทั้งหลายกล่าวโทษนักการเมืองว่าเป็นต้นเหตุแห่ง “ธนาธิปไตย” (หมายถึงการใช้เงินซื้ออำนาจทางการเมือง) ซึ่งเติบโตขึ้นในยุค 25232534 แต่ถ้าจะมองอย่างตรงไปตรงมา ชาวบ้านหรือ “ไพร่เลือกตั้ง” นี่แหละที่เป็นต้นเหตุของระบบนี้ เหตุผลก็คือชาวบ้านต้องการที่จะให้ชนชั้นนำ “เห็นหัว” หรือให้ความสำคัญแก่พวกเขาบ้าง เพราะตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประชาชนไม่เคยมี อำนาจที่แท้จริง หรือเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองแต่อย่างใดเลย
เริ่มต้นก็คือนักการเมืองต้องการที่จะแย่งชิงชาวบ้านเข้ามาเป็นพวก จึงทุ่มเททุกวิถีทาง รวมทั้งการใช้เงินซื้อเสียงอย่างบ้าคลั่งเข้ามาสู่ตำแหน่งต่างๆดังกล่าว โดยคิดว่า “การซื้อใจประชาชน” จะทำให้พวกตนมีอำนาจอย่างยั่งยืน ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อได้ตำแหน่งเข้ามาแล้วก็ยิ่งมีการเอาใจประชาชนมากขึ้น จนกระทั่งการใช้ประชานิยมอย่างไม่ลืมหูลืมตาของนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายใดพรรคใดอย่างที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้
อาจจะมีผู้ที่มองว่าแท้ที่จริงแล้วประชาชนหรือไพร่เลือกตั้งนั้นต่างหากที่เป็นเหยื่อ หรือตกเป็น “เครื่องมือ” ของนักการเมือง เพราะไม่เห็นประชาชนคิดที่จะขึ้นมาต่อสู้หรือขัดขืน และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งก็จะถูกขบวนการหัวคะแนนของนักการเมืองออกมากวาดต้อนไปเทคะแนนให้อย่างเป็นกอบเป็นกำ หรือกำหนดผลแพ้ชนะได้ทุกครั้ง เหมือนกับว่าประชาชนนั้นถูก “ไขลาน” เป็นหุ่นยนต์ที่นักการเมืองสามารถที่จะบังคับควบคุมได้ตามอำเภอใจ
แต่ถ้าพิจารณาด้วยแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย ก็อาจจะเชื่อมโยงได้ว่าอาจจะเป็นเพราะคนไทยมีความเฉื่อยชาทางการเมือง ไม่ชอบมีปากมีเสียง และชอบปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของคนที่มีอำนาจ หรือมีตำแหน่งหน้าที่เขาทำกันไป ประชาชนทั้งหลายก็แค่รอรับอานิสงส์จากการทำหน้าที่ของคนเหล่านั้นก็เท่านั้น นี่คือความเชื่อ ความคิด หรือ “สำนึก” ของไพร่เลือกตั้งในอดีต
ทว่า มาถึงขณะนี้จากภาวะที่ตกกระไดพลอยโจนเข้าไปเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ปัจจุบันชาวบ้านที่เริ่มจากความเป็นไพร่เลือกตั้งได้พัฒนาตนเองขึ้นเป็น “ไพร่ในระบอบประชาธิปไตย” นั่นก็คือประชาชนสามารถต่อรองและเรียกร้องเอาจากนักการเมืองได้มากขึ้น ที่สุดก็คือสามารถที่จะกำหนดชะตาชีวิตหรือการแพ้ชนะในการเลือกตั้งแก่นักการเมืองได้อีกด้วย รวมถึงอิทธิพลที่มีต่อนโยบายพรรค และการกำกับควบคุมนักการเมืองทั้งหลาย หรือกลายเป็นกลไกที่ตรวจสอบและถ่วงดุลในทางการเมืองนั่นเอง
หากจะพิจารณากันด้วยทฤษฎีประชาธิปไตย ไพร่ในสมัยใหม่ก็สอดคล้องกับประชาธิปไตยในยุคใหม่ ซึ่งหมายถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง และการขยายบทบาทต่างๆ ของการเมืองในภาคประชาชน อย่างที่มีการรับรองและวางบทบาทไว้ให้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งนี้นักการเมืองทั้งหลายจะต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ว่า ประชาชนไม่ใช่ “ไพ่รองบ่อน” หรือผู้ที่นักการเมืองจะควบคุมเอาไปใช้ประโยชน์ได้ตามอำเภอใจอีกต่อไป ประชาชนในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ “ไพร่เลือกตั้ง” ในรูปแบบที่เชื่อฟังและอยู่ในควบคุมของนักการเมืองเหมือนที่เคยเป็นมาแต่เดิม แต่พวกเขาคือ “ไพร่ในระบอบประชาธิปไตย” ผู้ทรงพลังอำนาจรุ่นใหม่ในสังคมไทย
ปรากฏการณ์ที่แสดงถึงพลังอำนาจของไพร่สมัยใหม่นี้ ก็คือการสร้างอำนาจต่อรองอย่างเป็นระบบ แต่เดิมอาจจะผ่านระบบหัวคะแนนที่ แรกๆ ดูเหมือนจะถูกกำกับโดยนักการเมือง แต่ต่อมาได้เกิด “หัวคะแนนเสรี” คือ การอ้างตนขึ้นเป็นหัวคะแนน และสามารถทำให้นักการเมืองเข้ามาพึ่งซบ หรือเชื่อถือต้องมาขอคะแนนในการเลือกตั้งทุกครั้ง คนเหล่านี้ได้พัฒนาตนเองกลายเป็นแกนนำมวลชน ดังที่ได้เห็นบทบาทเป็นแกนนำสีต่างๆ รวมทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวที่นักการเมืองต้องไหว้วานและคอยเอาอกเอาใจเป็นการตอบแทน
หลายท่านอาจจะกังวลว่าความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้จะจบลงอย่างไร คนไทยจะแบ่งข้างรบกันหรือไม่ และประเทศไทยจะบรรลุสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้จริงหรือ แต่ถ้าหากเราเข้าใจคนไทยและสังคมไทยอย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่น่าจะมีความกังวลในอันใดจนเกินไป
ประการแรก อย่างไรคนไทยก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน การทะเลาะเบาะแว้งหรือขัดแย้งกันจึงเป็นเรื่องปกติเหมือนลิ้นกับฟัน และเมื่อเกิดเหตุขัดแย้งก็เพียงแต่หาผู้หลักผู้ใหญ่ หรือคนที่เคารพนับถือ หรือคนกลางเข้ามาเชื่อมต่อเกลี้ยกล่อมแก้ไข ความรุนแรงก็จะบรรเทาเบาบางลง จนสงบลงและมองหน้ากันได้ต่อไปในที่สุด
ประการต่อมา ความเป็นสมัครพรรคพวกของคนไทยนั้นไม่ค่อยจะแข็งแรงมั่นคงนัก หลายครั้งเป็นไปตามอารมณ์ สถานการณ์ และกาลเวลา อย่างเช่น ตอนเป็นเด็กก็รักพ่อรักแม่ ใครมาด่าพ่อด่าแม่ก็โกรธก็แค้น พอเข้ากลุ่มมีเพื่อนในโรงเรียนก็เริ่มติดพันกับหมู่คณะ ครั้นเข้าวัยรุ่นก็อยากแสดงออกและสร้างอัตลักษณ์ของตนที่ก็ต้องเลียนแบบกลุ่ม เกิดเป็นการคลั่งพวกและรักสถาบันจนเกินเหตุ เช่นเดียวกันเมื่อเข้ากลุ่มเข้าสังคมก็พยายามที่จะแสดงความ “เข้ม” ในความเป็นสมาชิกของกลุ่มหรือสมาคมนั้น จึงมักแสดงบทบาทต่างๆ อย่างออกหน้าที่เรียกในภาษาวัยรุ่นว่า “เวอร์” ทั้งนี้ก็เพียงแค่ต้องการให้เกิดการยอมรับจากคนอื่นๆ ในกลุ่ม
ประการท้ายสุด ประเทศไทยคือ ชาติประชาธิปไตยโดยแท้ เพราะประชาชนคนไทยแม้จะอยู่ในสถานภาพใดก็มีอำนาจยิ่งใหญ่เสมอ ถึงวันนี้ผู้มีอำนาจทั้งหลายน่าจะซาบซึ้งใจเป็นอย่างดีแล้วว่า มวลชนเหล่านี้คือ ผู้ตัดสินชะตาชีวิต ความเป็นอยู่ และความเป็นไปของพวกเขา จึงเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ มิฉะนั้นก็จะสูญสิ้นอำนาจหรือถูกประชาชนยึดคืนไปได้
“อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก” ยังคงเป็นอมตะวาจาที่บ่งบอกความหมายของระบบไพร่ในทางการเมืองการปกครองของไทยได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกันกับคำกล่าวที่ว่า “รักง่ายก็หน่ายเร็ว” ดังนั้นผู้ประสงค์จะมีอำนาจเหนือประชาชนทั้งหลายจักต้องใคร่ครวญให้ดี เพื่อบริหารความรัก (จากประชาชน) และความอยู่รอด (ของตน) ให้สมดุลพอดีตลอดไป







