posttoday
นัดแรกย้ำข้อหา'ล้มสถาบัน'

นัดแรกย้ำข้อหา'ล้มสถาบัน'

06 กรกฎาคม 2555

เริ่มยกแรกสำหรับการพิจารณาคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 68 ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 291

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย/นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เริ่มยกแรกสำหรับการพิจารณาคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 68 ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่

ทั้งนี้ ตุลาการศาล รธน.ได้แจ้งคำร้องประเด็นในการวินิจฉัย 4 ประเด็น 1.ข้อโต้แย้งในมาตรา 68 2.การแก้ไข รธน.มีความผิดตามมาตรา 291 หรือไม่ 3.มีการเข้าข่ายตามมาตรา 68 จะล้มล้างระบบการปกครองหรือไม่ 4.กรณีดังกล่าวจะทำให้เป็นกลายเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคหรือไม่

สำหรับรูปแบบศาล รธน.ได้ให้ตัวแทนฝ่ายถูกร้องในคดีนี้ทั้ง 6 ฝ่าย ประกอบด้วย 1.ประธานรัฐสภา 2.คณะรัฐมนตรี 3.พรรคเพื่อไทย 4.สุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย 5.พรรคชาติไทยพัฒนา และ 6.ภราดร ปริศนานันทกุล สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ซักพยานของผู้ร้องเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาให้สิ้นข้อสงสัยกันไปข้างหนึ่ง

ภาพรวมการเบิกความตลอดทั้งวันกว่า 7 ชั่วโมง ฝ่ายผู้ถูกร้องพยายามไล่ซักพยานใน 3 ประเด็นสำคัญดังนี้

ถ้าฝ่ายค้านและ สว.ไม่ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไข รธน. กระบวนการทุกอย่างก็จบ เพราะขัดข้อบังคับประชุมรัฐสภา

ข้อกล่าวหาเรื่องการล้มล้างการปกครองเป็นสิ่งที่ผู้ร้องคิดไปเอง

การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ ถือเป็นประเพณีการปกครองตามมาตรา 7 ของ รธน.

นัดแรกย้ำข้อหา'ล้มสถาบัน'

“พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม” สว.สรรหา เป็นพยานผู้ร้องปากแรกที่ขึ้นเบิกความ โดยยืนยันในหลักการว่า “การแก้ รธน.ครั้งนี้ เป็นการล้มล้าง รธน. ไม่ได้แตกต่างจากการปฏิวัติ เพียงแต่การปฏิวัติเป็นการใช้ปืน แต่ครั้งนี้เป็นการปฏิวัติรัฐประหารโดยอ้างความเป็นประชาธิปไตย ถึงแม้สิ่งที่คาดยังไม่เกิดขึ้น แต่คาดการณ์ได้ เช่น เห็นคนเตรียมน้ำมันจะมาเผาบ้าน มันเผาแน่นอนถ้าไม่ห้ามปราม”

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์สำคัญระหว่างการชี้แจงของ พล.อ.สมเจตน์ อยู่ที่การตอบโต้กับ ภราดร ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 6 ทำให้ “วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์” ประธานศาล รธน. ต้องแตะเบรกหลายครั้ง โดย ภราดร ลุกขึ้นซักค้านพยานว่า “เมื่อปี 2549 ท่านร่วมอยู่ในคณะปฏิวัติหรือไม่” พล.อ.สมเจตน์ ตอบว่า “ไม่ได้ร่วม”

ภราดร ถามต่อไปอีกว่า “การกระทำดังกล่าวเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่” พล.อ.สมเจตน์ สวนกลับไปว่า “มันก็ไม่ได้แตกต่างกับวิธีการของท่านที่จะมาร่าง รธน.ฉบับนี้ขึ้นมาแล้วนำไปสู่การล้มล้าง รธน. 2550 มันแตกต่างกันตรงไหนครับ”

ภราดร ข้องใจว่า “ในประวัติศาสตร์มีการแก้ไข รธน.เพื่อตั้ง ส.ส.ร.แล้ว 2 ครั้ง” พล.อ.สมเจตน์ ตอบมีอารมณ์ว่า “แล้วเกี่ยวอะไรกับคำถามท่าน...ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม เพราะผ่านการประชามติสังคมก่อนการยกร่าง รธน. 2540 กับ รธน. 2550 แตกต่างกัน”

ต่อมาเป็นคิวของ “เดชอุดม ไกรฤทธิ์” สว.สรรหา โดยประเด็นสำคัญที่ฝ่ายผู้ถูกร้องติดใจต้องการถามพยานรายนี้ คือ การที่ประธานรัฐสภาประกาศตั้งคณะกรรมการจากหลายฝ่ายมาร่วมพิจารณาร่าง รธน.ฉบับใหม่ของ ส.ส.ร. ก่อนการส่งไปทำประชามติ คิดเห็นอย่างไร

เดชอุดม ตอบว่า “ไม่ทำให้สบายใจ เพราะแม้จะตั้งคณะทำงานมาหลายคน แต่สุดท้ายทุกอย่างก็อยู่ที่คนคนเดียว ปัญหาสำคัญคือทำไมจึงแก้ไข รธน.โดยให้ตั้ง ส.ส.ร. เพราะเจตจำนงของมาตรา 291 ต้องการให้รัฐสภาดำเนินการ”

อุณหภูมิในห้องพิจารณาของศาล รธน.เข้มข้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “วิรัตน์ กัลยาศิริ” สส.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในพยานผู้ร้อง ขออนุญาตศาลเพื่อเปิดคลิปเสียง “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานรัฐสภา เพื่อยืนยันว่าการแก้ไข รธน.มีความเชื่อมโยงกับการนิรโทษกรรม ทว่าศาลไม่อนุญาตตามคำขอ

การชี้แจงของวิรัตน์สร้างความหงุดหงิดให้กับฝ่ายพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก เมื่อ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” พยายามถามถึงการแก้ไข รธน.สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีความแตกต่างกับการแก้ไขในปัจจุบันอย่างไร แต่วิรัตน์กลับเลี่ยงตอบว่า “จำได้ไม่แม่น แต่เข้าใจว่ากระบวนการคงเป็นอย่างนั้น และที่เข้าร่วมเป็น กมธ. เพราะต้องการเข้าไปตรวจสอบแทนประชาชน”

ในทางกลับกัน วิรัตน์ได้อภิปรายตอกย้ำให้ศาล รธน.เห็นถึงการแก้ไข รธน.ครั้งนี้ว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย โดยระบุว่า “พฤติกรรมการล้มล้างการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีการเดินทั้งในและนอกสภา ในสภาก็ใช้เสียงข้างมาก นอกสภาก็ใช้กำลังข่มขู่และปราศรัยให้ร้ายในทำนองว่าต้องเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์...ที่พรรคเพื่อไทยอยากได้ ส.ส.ร. 99 คน จากเลือกตั้งและสรรหา เพราะสามารถกำหนดคนได้”

มาถึงในรายของ สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถือว่าเป็นพยานปากสำคัญในคดีนี้ เพราะที่ผ่านมาได้ให้ความเห็นต่อสังคมคัดค้านการแก้ไขมาตรา 291 โดยการขึ้นเบิกความของอาจารย์สุรพลครั้งนี้ได้ฉายภาพให้เห็นแบ่งเป็น 3 หัวข้อสำคัญ

1.อำนาจในการรับคำร้องของศาล รธน.มาตรา 68 เขียนขึ้นโดยต้องการให้ศาล รธน.ทำหน้าที่พิทักษ์ ในกรณีนี้คิดว่าศาล รธน.มีอำนาจในการรับคำร้องของผู้ร้องได้

2.การยกร่าง รธน.ใหม่ทั้งฉบับน่าจะขัดเจตนารมณ์ รธน. เนื่องจาก รธน. 2550 เป็น รธน.ฉบับแรกที่ผ่านการลงประชามติ จึงถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนถึงการใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชนทั้งประเทศครั้งแรก หากจะมีการเปลี่ยนแปลง รธน.ทั้งฉบับควรสอบถามเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง คือ ประชาชนผ่านการประชามติ โดยไม่ควรพึงกระทำผ่านตัวแทนการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างสมาชิกรัฐสภา

3.มาตรา 291 ให้แก้ได้บางประเด็น แต่ไม่ได้ล้มล้าง รธน.ทั้งฉบับ

“ที่สำคัญประเด็นที่ให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่าง รธน.ที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นอันตกไปนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะการฝากดุลพินิจทางกฎหมายไว้กับองค์กรทางการเมืองเป็นอันตรายอย่างยิ่ง” อาจารย์สุรพล สรุปทิ้งท้าย

สำหรับวันนี้จะเป็นการไต่สวนของพยานผู้ถูกร้องเริ่มเวลา 09.30 น.

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท