
อุ่นเครื่องหมัดต่อหมัด แก้ไขรัฐธรรมนูญล้มประชาธิปไตย?
ยิ่งเข้าใกล้วันที่ 56 ก.ค.มากเท่าไร การเมืองยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น เพราะศาลรัฐธรรมนูญเตรียมเปิดบัลลังก์พิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย / ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
ยิ่งเข้าใกล้วันที่ 5-6 ก.ค.มากเท่าไร การเมืองยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น เพราะศาลรัฐธรรมนูญเตรียมเปิดบัลลังก์พิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่
สถานการณ์วันนี้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องรวมไปถึงพยานของทั้งสองฝ่ายต่างทำคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญกันอย่างเต็มที่ เพื่อต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด
โพสต์ทูเดย์ สรุป คำชี้แจงของผู้ร้องทั้ง 5 คน ประกอบด้วย 1.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว. สรรหา 2.วันธงชัย ชำนาญกิจ 3.วิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ 4.วรินทร์ เทียมจรัส อดีต สว.สรรหา และ 5. บวร ยสินทร มีใจความสำคัญดังนี้
การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งสามฉบับเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ขัดกับมาตรา 68 เนื่องจากการกำหนดให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหากกระทำการสำเร็จก็จะเป็นการได้อำนาจปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะรัฐธรรมนูญนี้มิได้บัญญัติถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 บัญญัติเพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นประเด็นๆ เท่านั้น
มาตรา 291 ไม่มีเจตนารมณ์ให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาโดยเสียงข้างมากแล้วจะยกเลิกทั้งฉบับได้ ซึ่งการแก้ไขทั้งฉบับในลักษณะดังกล่าวอาจทำให้เกิดการแก้ไขในเรื่องที่เป็นสาระสำคัญที่รัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้แก้ไข เช่น การตัดองค์กรอิสระหรือตัดองค์กรตุลาการ ฯลฯ กรณีเช่นนี้เห็นได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองคาพยพของรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ ซึ่งอาจขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ ขัดต่อหลักการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจ เป็นการทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างชัดแจ้ง
การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องกระทำโดยรัฐสภา ห้ามถ่ายโอนอำนาจให้ ส.ส.ร.
บทบัญญัติมาตรา 291 ต้องการให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านการพิจารณา 3 วาระ ซึ่งล้วนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ประกอบด้วย สส.และ สว. แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคการเมืองที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบวาระ 2 ไปแล้ว ต่างกำหนดให้มี ส.ส.ร.เป็นผู้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จไม่ต้องนำกลับมาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบอีก จึงเป็นการตัดอำนาจของรัฐสภาออกไปโดยสิ้นเชิง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในอันที่ต้องการให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น เมื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงยิ่งต้องให้รัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ การถ่ายโอนอำนาจนี้ไปให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ส.ส.ร.จึงขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และเป็นการทำให้ ครม.ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จได้อำนาจปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ คำชี้แจงของผู้ถูกร้องทั้ง 6 คน ได้แก่ 1.ประธานรัฐสภา 2.ครม. 3.พรรคเพื่อไทย 4.พรรคชาติไทยพัฒนา 5.สุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และ 6.ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ต่างก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมีสาระสำคัญคือการหักล้างข้อกล่าวหาของผู้ร้องในทุกประเด็น
การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญชอบด้วยมาตรา 291
การที่ สส.พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นได้ร่วมกันเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาเป็นการอาศัยอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 291 บัญญัติไว้ และกระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวของรัฐสภาตั้งแต่วาระ 1 ถึงวาระ 2 รวมถึงการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ตลอดจนการลงมติของสมาชิกรัฐสภาทั้งสองวาระดังกล่าว ล้วนเป็นการดำเนินการภายใต้บทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ทั้งสิ้น
นอกจากนี้ กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ การให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ และการดำเนินการดังกล่าวก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา
การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการจัดตั้ง ส.ส.ร.ก็เคยมีทางปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอันอาจถือได้ว่าเป็นประเพณีหนึ่งในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งพรรคชาติไทยเคยได้ปฏิบัติมาก่อนในปี 2538 ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร.และได้จัดทำรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จประกาศบังคับใช้ คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จึงเห็นว่ามิได้เป็นการปฏิบัติที่แตกต่างไปจากแนวทางปฏิบัติอันเคยมีมาก่อนในระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้แต่อย่างใด
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมิได้เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามมาตรา 68 เพื่อล้มล้างการปกครอง
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291/13 กำหนดไว้ว่า เมื่อ ส.ส.ร.ยกร่างเสร็จสิ้นแล้วเสนอต่อประธานรัฐสภา หากปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ประธานรัฐสภาต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย เมื่อรัฐสภาวินิจฉัยว่าเข้าข่ายก็จะเป็นอันต้องตกไป ด้วยหลักการและเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นหลักประกันที่สูงสุดที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญของ ส.ส.ร.มีลักษณะตามคำร้องให้ตกไป ไม่สามารถนำมาประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญได้
หากเปรียบเทียบกับการจัดให้มี ส.ส.ร.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 ก็ได้จัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่มีเนื้อหาเป็นที่ยอมรับของประชาชน และถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง ข้อกล่าวหาของฝ่ายผู้ร้องจึงไม่มีเหตุผลจะรับฟังได้ เพราะเป็นการใช้จินตนาการทางร้ายไปเอง ทั้งๆ ที่เนื้อหาสาระมีบทบัญญัติที่กำหนดขั้นตอนให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
การใช้สิทธิของผู้ร้องตามมาตรา 68 มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
การที่ผู้ร้องใช้สิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 68 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวมิได้ก่อให้เกิดผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ร้องตามที่หมวด 3 ของรัฐธรรมนูญได้รับรองไว้แต่อย่างใด อีกทั้งมาตรา 68 ได้กำหนดให้พนักงานอัยการเป็นผู้กลั่นกรองข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันมิให้มีการนำความเท็จมากลั่นแกล้งหรือหน่วงเหนี่ยวกระบวนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนด







