
สัญญาณถอย เก็บแรงประคอง'ปู'อยู่ยาว
ยิ่งใกล้พิจารณาคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ แกนนำเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยก็ยิ่งปลุกกระแสมวลชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งจะที่เกิดขึ้น
โดย..ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
ยิ่งใกล้พิจารณาคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ แกนนำเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยก็ยิ่งปลุกกระแสมวลชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งจะที่เกิดขึ้น
คำพูดของ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เปิดใจกลางวงผู้สื่อข่าวในงานสัมมนาวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ฝ่ายเพื่อไทยหวั่นใจว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลดำเนินการอยู่นั้น อาจต้องล้มไป เพราะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในตัวมันเอง
“เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาคำฟ้องกรณีรัฐสภายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 68 หรือไม่ ศาลได้ดูการพิจารณาของสภาวาระ 3 เห็นว่าเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะรัฐสภาชุดนี้พิจารณากฎหมายแบบขายขาด แล้วโยนภาระให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ
“แม้จะมีกรอบว่าไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 แต่ถ้าเขาร่างมาแล้วแตะล่ะใครจะทำไม อ๋อไม่เป็นไร มีประธานสภาเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถ้าประธานสภาเห็นว่าให้ลงมติเลย เวลานั้นศาลรัฐธรรมนูญจะทำอะไรได้อีก เพราะเมื่อมีผลเป็นการลงประชามติไปแล้ว ผมขอย้ำเลยว่าถ้าเชื่อถือในบุคคล ก็ไม่ต้องมีกฎหมาย” วสันต์ กล่าว
ปฏิกิริยาจากแกนนำเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยจึงเข้มข้นถึงขั้นเดินสายนอกสภาปลุกมวลชนให้เตรียมขับไล่อำมาตย์ที่เชื่อว่า นี่เป็นแผนลึกของฝ่ายอำมาตย์ที่ฝังตัวในองค์กรอิสระ และไม่ใช่แค่จะตัดสินว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เท่านั้น แต่จะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ สว. และกลุ่มมวลชนที่ต่อต้าน ทักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ถ้าล้มล้างการปกครอง ผลที่ตามมาอาจนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย ล้มรัฐบาล และล้ม ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหมือนที่เกิดกับอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ
เป็นมุมมองที่จินตนาการร้ายสุดๆ จากบทเรียนในช่วงสงครามการเมืองที่ผ่านมา
แต่ด้านหนึ่งฝ่ายเพื่อไทยก็มองว่า อาจไม่ไกลถึงขั้นนั้น
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง วิเคราะห์ว่า สถานการณ์จะไม่เลวร้าย อย่างมากที่สุดหากวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่มีการลงโทษ เพียงแต่ให้กลับไปร่างใหม่มาเป็นรายมาตรา ทุกอย่างคงเรียบร้อย ไม่มีปัญหา
นั่นลบแบบเบาที่สุด แต่ถ้าถึงขั้นยุบพรรครอบที่ 3 หรือล้มรัฐบาลครั้งที่ 4 ฝ่ายตรงข้ามที่พรรคเพื่อไทยตีกรอบว่าเป็นกลุ่มชนชั้นนำ ร่วมกับองค์กรอิสระ ก็มี “ต้นทุน” ที่ต้องสูญเสียเช่นกัน
และต้องเสียในราคาแพงด้วย!!
บทเรียนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ยิ่งยุบหรือยิ่งล้ม ฝ่ายทักษิณและเสื้อแดงก็ยิ่งเข้มแข็ง ส่วนกำแพงของพลังจารีต ชนชั้นนำ ค่อยๆ ล้มครืนไปทีละชั้น
ฝ่ายทักษิณจึงต้องตอบโต้สุดพลังอีกครั้ง เพราะถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ไม่ได้ นั่นหมายถึงทักษิณไม่สามารถขยายอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ด้วยการจัดระบบ องค์กรอิสระใหม่ และลดอำนาจศาล
สำคัญกว่านั้น เป็นการปิดช่องที่ทักษิณจะเดินทางกลับไทยไปอีกประตู เพราะทักษิณมีสองประตูที่จะเหินฟ้ากลับไทยโดยไม่ต้องมารับผิด คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ
และยังหมดโอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ ที่อาจมีการแก้ไขคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทักษิณเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อญี่ปุ่นล่าสุดไว้ว่า ถ้ากลับมาเป็นนายกฯ ก็จะทำในสิ่งเดิมสมัยที่เป็นผู้นำประเทศ
ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงเห็นเช่นกันว่า ถ้าตั้งรับก็จะแพ้ซ้ำซาก การรับที่ดีคือ การรุกและต้องกดดันให้ถึงที่สุด
แกนนำ นปช.จึงเรียงหน้าข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ หากตัดสินไม่เป็นคุณกับพรรคเพื่อไทย ประเทศจะสู่จุดอับ บ้านเมืองแตกแยก โดยเสื้อแดงจะขอเป็นฝ่ายล้มระบอบอำมาตย์เอง
ก่อแก้ว พิกุลทอง “หากศาลรัฐธรรมนูญบิดเบือนกฎหมายก็น่าจะยุ่ง เพราะสถานการณ์การเมืองขณะนี้ไม่มีใครกลัวใคร และจะนำไปสู่ความแตกหักของสองฝ่ายที่มากขึ้นกว่าเดิม”
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ “หากศาลรัฐธรรมนูญอ้างพยานว่ามีความน่าเชื่อถือ และพรรคเพื่อไทยถูกยุบรัฐบาลโดนล้ม ก็คอยดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่ยอมให้ลูกหลานโตมาด้วยความอัปยศ เป็นไงก็เป็นกัน”
ชินวัฒน์ หาบุญพาด “หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินบิดเบือนหรือทำอะไรนอกกรอบรัฐธรรมนูญ เช่น ตั้งธงเพื่อเอาโทษพรรคเพื่อไทยตามที่คาดการณ์ไว้ก็จะเกิดการรวมตัวครั้งใหญ่แน่นอน”
ถ้าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นลบกับพรรคเพื่อไทยและมีผลสะเทือนตามมาซึ่งออกได้หลายแนว คือ ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และจบเพียงเท่านี้ ไม่มีผลพวงเรื่องอื่นตามมาเหมือนอย่างที่ ร.ต.อ.เฉลิม เชื่อ เช่น ยุบพรรคเพื่อไทยเพราะเข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไหลไปถึงการล้มรัฐบาล
ถามว่า แกนนำ นปช.จะชุมนุมใหญ่ขับไล่ศาลรัฐธรรมนูญชนิดเอาเป็นเอาตาย แบบปักหลักข้ามวันข้ามคืน หรือจะยกระดับการชุมนุม ไม่ชนะไม่เลิกหรือไม่??
คำตอบ... อาจจะไม่ถึงขั้นชุมนุมยืดเยื้อ เพียงแต่อาจแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์เป็นพิธี เก็บมาเป็นเชื้อเพลิงสะสมความเคียดแค้นไว้ใช้ในรอบต่อไปเพื่อกระแทกศาลรัฐธรรมนูญและกลุ่มชนชั้นนำ
อย่าลืมว่า ครั้งนี้แกนนำเสื้อแดงมีสถานะเป็นรัฐบาลแล้ว ต่างจากการชุมนุมเมื่อ 2 ปีก่อนในเดือน เม.ย.พ.ค. 2553 ที่ขับไล่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และโค่นล้มอำมาตย์ ซึ่งแกนนำเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน จึงชุมนุมได้อย่างอิสระ ทั้งใช้ความรุนแรงกดดันใต้ดิน บนดิน เนื่องจากไม่มีอะไรจะเสีย
ถ้าบทสรุปจากศาลรัฐธรรมนูญลงเอยว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ในแนวทางนี้ ก็ยังไม่เสียหายกับพรรคเพื่อไทยมาก เพราะยังสามารถเสนอร่างแก้ไขกลับมาใหม่ได้อีก อีกทั้งไม่ได้ทำให้รัฐบาลล้มลง
หากเสื้อแดงชุมนุมขับไล่ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่รู้จะมีเป้าหมายไปจบที่ไหน เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงได้ยื่นรายชื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว
แต่หากชุมนุมใช้ความรุนแรง ปิดถนน ก็จะเป็นภาระกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ของคนเสื้อแดงเอง ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับประเทศ ยิ่งประเทศป่วน คนที่เป็นรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ และเป็นปัญหาลามไปถึงความเชื่อมั่น ซึ่งยิ่งลักษณ์ได้ขอร้องให้การชุมนุมอยู่ใต้กรอบกฎหมาย อย่าเลยธง
จะอย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. จะไม่เพลี่ยงพล้ำ ต้องรักษาอำนาจไว้ให้นาน การมีอำนาจสามารถมีลูกเล่นต่อยอด สร้างฐานเสียง ออกนโยบายทำคะแนนนิยมได้ต่อเนื่องและกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกรอบ
แม้แต่ทักษิณล่าสุด ส่งสัญญาณบอกกับลูกพรรคว่า อย่าด่วนผลีผลาม ให้เคารพในศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่าผลจะไม่เลวร้ายมากมายอย่างที่คิด แพ้เกมเล็กได้ แต่เก็บพลังเพื่อชนะสงครามในระยะยาวดีกว่า
ประคองรัฐบาลปูเพื่อใช้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ให้เจ้าตัวได้กลับไทยดีกว่า
เว้นแต่ถ้าผลสุดท้ายไปจบที่ยุบพรรคเพื่อไทย ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นั่นแหละของจริง ที่จะทำให้ประเทศมีความเสี่ยงแตกแยกรุนแรงอีกครั้ง







