
กทม.ผวาสารเคมีรั่ว บี้โรงงานรับมือน้ำท่วม
คนกรุงกว่า 10 ล้านชีวิตกำลังเสี่ยง เพราะหากเกิดมหาอุทกภัยอีกครั้งอาจนำมาซึ่งหายนะจากสารเคมีรั่วไหลได้
โดย...ภาสกร บุนนาค
คนกรุงกว่า 10 ล้านชีวิตกำลังเสี่ยง เพราะหากเกิดมหาอุทกภัยอีกครั้งอาจนำมาซึ่งหายนะจากสารเคมีรั่วไหลได้ หลังผลสำรวจของกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า มีสถานประกอบการที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยสารเคมีกว่า 4,750 แห่ง กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ กทม. ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ไร้มาตรการป้องกัน ไม่มีแม้กระทั่งแผนรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
ในจำนวนสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงกว่า 4,750 แห่ง กทม.ได้ทำการสำรวจและประเมินความเสี่ยงไปแล้ว 2,871 แห่ง พบว่า มีสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับไม่ได้ถึง 28 แห่ง มีความเสี่ยงสูง 241 แห่ง มีความเสี่ยงปานกลาง 436 แห่ง และมีความเสี่ยงน้อย 1,862 แห่ง ยังไม่นับที่เหลืออีกนับพันแห่งที่ยังสำรวจไม่ทั่วถึง!!
เหตุอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ส่งผลให้สารไซยาไนด์ในโรงงานแห่งหนึ่งรั่วไหลเจือปนไปกับน้ำ ขณะที่เหตุระเบิดในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง มีสารเคมีรั่วไหลจนทำให้คนงานเสียชีวิตถึง 12 คน
พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่า กทม. จัดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายมากกว่ามาบตาพุด เพราะเป็นศูนย์รวมด้านเศรษฐกิจอุตสาห กรรม มีสถานที่ประกอบการที่ผลิต เก็บรักษา บรรจุ และขนส่งสารเคมีจำนวนมาก อีกทั้งตั้งอยู่ใกล้ชุมชน หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างและยากต่อการควบคุม รวมทั้งอาจทำให้เกิดอุบัติภัยสารเคมีอย่างร้ายแรง
“ที่น่าเป็นห่วงคือผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังขาดความรู้ในการจัดการสารเคมีที่ถูกหลักเกณฑ์ หลายแห่งยังมีความเข้าใจผิดๆ ถูกๆ และไม่มีแผนรับมือวิกฤต ฉะนั้นจำเป็นต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ” พญ.มาลินี กล่าว
ล่าสุด กทม.ได้จัดประชุมผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยงเพื่อเตรียมรับมืออุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น โดยจะให้คำแนะนำและให้ความรู้เกี่ยวกับการกักเก็บหรือขนย้ายสารเคมีอย่างถูกต้อง ซึ่ง กทม.จะให้เวลาผู้ประกอบการกลุ่มเสี่ยงในการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลา 15-30 วัน
“กทม.ยังไม่อยากใช้ไม้แข็ง โดยจะให้โอกาสในการปรับปรุงตัว แต่หากพ้นกำหนดแล้วที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ต้องใช้มาตรการลงโทษตามกฎหมาย มีโทษจำคุกหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2551” พญ.มาลินี กล่าว
อินจิรา นิยมธูร ผู้อำนวยการกองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า หากเป็นโรงงานขนาดใหญ่มักตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่ห่างไกลชุมชนและค่อนข้างรัดกุม ทว่าสถานประกอบการที่น่าเป็นห่วงและมีความเสี่ยงสูงส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่น โรงงานผลิตสี อู่พ่นสีรถยนต์ โรงพิมพ์ ร้านแก๊สหุงต้ม ซึ่งตั้งอยู่ทั่วพื้นที่ กทม.
อินจิรา กล่าวเพิ่มว่า การรับมืออุทกภัยปีนี้ กทม.มีมาตรการให้สถานประกอบการเตรียมแผนขนย้ายสารเคมีและวัตถุอันตรายไปยังสถานที่ปลอดภัยและป้องกันไม่ให้รั่วไหลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ที่สำคัญต้องจัดทำรายชื่อสารเคมีเพื่อรายงานให้สำนักงานเขตทราบ เพราะวัตถุอันตรายเหล่านี้สามารถเจือปนไปกับน้ำและอากาศ หากไม่มีวิธีเก็บรักษาที่ถูกหลัก
ทางด้าน สมภพ ระงับทุกข์ รองปลัด กทม. กล่าวว่า หากเกิดอุบัติภัยสารเคมีและจำเป็นต้องอพยพประชาชน ทาง กทม.จะจัดเตรียมศูนย์พักพิงไว้รองรับ รวมทั้งประสานกับศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ สำนักการโยธา และหน่วยงานอาสาสมัครอื่นๆ เพื่อนำอุปกรณ์เครื่องมือเข้าช่วยเหลือกู้ชีพ
หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คนกรุงก็อาจรอดพ้นจากมหันตภัยสารเคมีรั่ว แต่สิ่งที่ยังต้องลุ้นกันก็คือ ปริมาณน้ำปีนี้จะทะลักเหมือนปีที่แล้วหรือไม่







