
หวาดหวั่นจาก"คนครม."ถึง"ใครบางคน"
สิ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายมาจากบางคนชอบแสดงออก บางคนพูดมากซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคใหญ่ไม่สามารถบังคับส.ส.ได้
โดย....ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เดินสายวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองจะร้อนแรงหลังเปิดสภาเดือนสิงหาคม ตามมาด้วยคนในพรรคเพื่อไทย อย่างสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ฟันธงรัฐบาลอยู่ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้
ปมร้อนมาจากกระแสตุลาการภิวัฒน์ที่เตรียมพิจารณาคดีสำคัญทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ หรือการเตรียมเอาผิดนายจตุพร พรหมพันธ์ อดีตส.ส.เพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดง ที่ออกมาปราศรัยโจมตีตุลาการในทางไม่เหมาะสม รวมไปถึงความพยายามที่จะมีการผลักดันร่างพ.ร.บ.ปรองดอง เข้าสภาอีกระลอก
ทว่า "วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีอีกมุมมอง
ก่อนหน้านี้ รมว.ศึกษาคนปัจจุบัน ชี้ว่า วิกฤติการเมืองในประเทศหนักหน่วงกว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจยุโรป แต่วรวัจน์ซึ่งเคยนั่งตำแหน่งรมว.ศึกษาเช่นกัน แถมอยู่ร่วมครม.เดียวกับสุชาติ กลับบอกว่า วิกฤตเศรษฐกิจยุโรปนี่แหละรุนแรงกว่าปัญหาการเมืองภายในประเทศ
“คุณสุชาติ ไม่ใช่นักการเมืองไม่ใช่คนที่มาจากการเมืองแท้ คุณสุชาติมาจากฝ่ายวิชาการ ไม่ใช่อย่างพวกเราอยู่ในวงการเมืองที่สัมผัส” รมต.สายเจ๊แดงโชว์เหนือ ก่อนให้เหตุผลหักล้างแต่ละประเด็น
ประเด็นแรก ความพยายามผลักดันร่างพ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติทันทีที่มีการเปิดสภา ซึ่งแม้จะมีสัญญาณจากสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯอยากให้ถอนวาระไปก่อน แต่ก็ยังมีบางกลุ่มในเพื่อไทยเห็นต่าง ซึ่งมือประสานสภาก็เห็นทำนองเดียวกับสมศักดิ์ว่า ร่างกฎหมายปรองดองรอได้
วรวัจน์อ้างถึงท่าทีนายกฯยิ่งลักษณ์ว่า “เราต้องการประนีประนอม ค่อยๆคุยกันก่อน ถามว่าพรรครอได้ไหม คำตอบรอได้ และไปเรื่อยๆ ของเรา ผมไม่ได้ใจร้อนเลยนะ ทำงานไปตามสเต็ป โดยวันนี้ต้องแก้ปัญหารองรับปัญหาเศรษฐกิจก่อน เราพยายามประคองสถานการณ์ทางการเมืองเพราะว่าวิกฤติยุโรป เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก ประเทศไทยไม่พร้อมที่จะมีวิกฤติการเมืองร้อนๆขึ้นมา ในขณะที่วิกฤติโลกกำลังระอุ อย่าลืมไซปรัสเป็นประเทศที่ 5 แล้วที่ขอรับความช่วยเหลือ นั่นแสดงว่า มันมีอะไรผิดปกติในระบบการเงิน ถ้าปล่อยให้วิกฤติการเมืองบนวิกฤติโลก ประเทศไทยจะอยู่ไม่ได้ เพราะฉนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำต้องประคองทุกอย่างให้เดินได้”
ถามว่า แล้วคุณทักษิณรับรู้ความต้องการรัฐบาลไหม วรวัจน์ บอก ก็รู้ เข้าใจ บางครั้งท่านออกมาพูดบ้างเพียงเพื่อเอากำลังใจคนไว้
วรวัจน์ ยอมรับว่า บรรยากาศบ้านเมืองช่วงก่อนผลักดันร่างพ.ร.บ.กฎหมายปรองดองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่จุดเปลี่ยนมาจากคนในพรรคนั่นเอง
“สิ่งที่ทำให้เกิดความวุ่นวายมาจากบางคนชอบแสดงออก บางคนพูดมากซึ่งต้องยอมรับว่าพรรคใหญ่ไม่สามารถบังคับส.ส.ได้ บางคนอยากสู้ ซึ่งไม่ใช่แนวทางของเรา แนวทางนายกฯต้องการประนีประนอม ปลดชนวนปรองดอง หาวิธีคุยกันได้ไหม นายกฯยอมทุกอย่างให้บ้านเมืองเดินได้”
เจ้าตัวเล่าเบื้องหลังผลักดันร่างกม.ปรองดองซึ่งเป็นการจุดชนวนความขัดแย้งว่า เป็นการกระทำจากบางคน หลายเรื่องไปแสดงความคิดเห็นออกมาไม่ได้คุยกันเลย จู่ๆไปแสดงความคิดเห็นทางสื่อ สื่อก็เข้าใจว่านั่นคือความคิดเห็นของรัฐบาล ซึ่งไม่ใช่เลย รัฐบาลเดินประนีประนอมมาก ไปเรื่อยๆ ให้สังคมค่อยเรียนรู้ มีบางคนเทานั้นที่ทำ
ประเด็นต่อมา เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่กำลังถูกวิจารณ์สร้างบรรยากาศไม่ดีให้บ้านเมือง “ ต้องยอมรับว่าอุดมการณ์ของคำว่าอยากได้ประชาธิปไตยจริงๆ ยังมีอยู่ แล้วมาถึงขั้นการแสดงออกจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทุกคนจะเอาประชาธิปไตย แต่ถามว่าเขาจะรุนแรงไหม ตอบว่าไม่มี ชุมนุมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต้องการประชาธิปไตย ส่วนการกล่าวหาศาล ทุกคนมีแนวคิดอุดมการณ์ของตนเอง ตราบใดที่อยู่ในกรอบกฎหมายมีสิทธิ”
ประเด็นความไม่เป็นเอกภาพภายใน เนื่องจากมีเสียงวิจารณ์ รัฐบาลต้องการไปทางหนึ่ง ฝ่ายเพื่อไทยไปอีกทาง พ.ต.ท.ทักษิณต้องการอย่างหนึ่ง กลุ่มเสื้อแดงต้องการอีกอย่างหนึ่ง
วรวัจน์ เปิดเผยว่า นายกฯยิ่งลักษณ์มองถึงการขับเคลื่อนประเทศให้เดินได้ แก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก ส่วนปัญหาพ.ต.ท.ทักษิณ กับปัญหาประชาชนต้องเอาประชาชนก่อน ตอนนี้ภาวะผู้นำยิ่งลักษณ์สูงมาก เมื่อก่อนใหม่ๆเราไม่มั่นใจบทบาททางการเมืองเคยเห็นบทบาททางธุรกิจ แต่จนถึงวันนี้ต้องบอกว่า นายกฯคมมากจับประเด็นเก่ง ตัดสินใจ โพละโพละ แม่นมาก
“ดูเรื่องนาซาสิ ไม่คิดว่านายกฯจะตัดสินใจอย่างนี้ เอาเข้าครม.ให้ทุกคนถกเต็มที่เลย แล้วก็มาบอกว่า ถ้าเราไปไม่ได้ให้เอาเข้าสภา ไม่มีใครรู้ก่อนเลยว่านายกฯจะตัดสินใจอะไร หรือแม้แต่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกฯบอกว่า ถ้าง้นยังไม่ต้องโหวตวาระ 3 ให้รอ ทุกคนบอกเอ้ย! มาถึงขนาดนี้แล้ว แต่นายกฯบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวเกิดความเข้าใจผิด รอได้”
เขาย้ำ วิกฤติการเมืองเกิดขึ้นตอนนี้บนวิกฤติยุโรป ประเทศไทยไปไม่ได้เลย เพราะเราบอบช้ำหลายครั้งติดกันในช่วงเวลาไม่กี่ปีเราเจอเหตุการณ์หนักๆ เหตุการณ์ปฏิวัติ พฤษภานองเลือด อุทกภัย หนักๆติดกันหลายครั้ง สภาพของประเทศไม่พร้อมที่จะรับอะไรหนักๆอยู่แล้ว เราต้องประคองไม่ให้เกิดเหตุการณ์การเมืองปะทุ
นี่จึงเป็นความห่วงใยของคนในครม.ที่เห็นว่าวิกฤติเศรษฐกิจหนักหน่วงกว่าปัญหาการเมืองภายในหลายเท่านัก
*************************
“ตัดคอทิ้งเลย” หากล้มล้างการปกครอง
ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้ไปทำหน้าที่ ชี้แจงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่มีผู้ร้อง ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับครม. เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย โดยศาลเตรียมนัดคู่ความไต่สวนวันที่ 5-6 ก.ค.นี้ ซึ่งวรวัจน์เผยว่า ทำการบ้านไว้พร้อมแล้ว มีทีมกฎหมาย คณะกรรมการกฤษฏีกาเข้าร่วมด้วย
แม้ระดมมือกฎหมายมาให้คำปรึกษา แต่แนวทางการชี้แจง วรวัจน์ เปิดเผยว่า จะเน้นให้การตามปรากฎการณ์ข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่ได้ไปต่อสู้ทางข้อกฎหมาย
“ยืนยันว่าสิ่งที่จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญคือความจริงทั้งหมด ไม่ได้มีเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ขอเรียนด้วยคำสัตย์จริง เปิดใจคุยกันได้เลยไม่มี ผมจะเอาข้อเท็จจริงไปพูดว่า เจตนารมย์แก้ไขรัฐธรรมนูญคืออะไร
เริ่มต้นจากนโยบายรัฐบาลบอกแล้วว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครม.จึงได้จัดทำร่างแก้ไขรธน.ขึ้นมา โดยข้อเท็จจริงร่างแก้ไขรธน.ของครม.ทำเสร็จหลังส.ส.ยกร่างไว้ด้วย ครม.จึงตัดสินประกบร่าง เมื่อสภารับพิจารณา ก็เป็นเรื่องสภาแล้ว ครม.ก็หมดหน้าที่ ครม.ไม่ได้เข้าไปยุ่งเลย ตนเองเข้าไปทำงานในฐานะส.ส.ไม่ใช่ตัวแทนที่ครม.ส่ง ขอเอาหัวเป็นประกัน ไม่มีการล้มล้างตามที่กล่าวหา ถ้ามีมาตัดคอทิ้งเลย
ถามเพื่อไทยกำลังเผชิญหน้าตุลาการภิวัฒน์ วรวัจนห์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า ทุกวันนี้ เราต้องค่อยชี้แจงข้อเท็จจริงตามที่ศาลมองว่า ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบ ซึ่งข้อเท็จจริง ยืนยันเลยว่าไม่มี จริงๆถ้าแก้กฎหมายเองก็ได้ แต่จะถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อตัวเอง ก็บอกว่าให้ประชาชนเลือกเข้ามาแล้วแก้ โดยที่วางกติกาประชาธิปไตยต้องเป็นประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
“เพราะฉนั้นคุณคิดมาได้เลยทำอย่างไรให้บ้านเมืองไปได้ ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านประชามติอยู่ดี สุดท้ายประชาชนบอกเองว่าใช่หรือไม่ใช่ สื่อมวลชนก็จะสามารถวิจารณ์กฎหมายรัฐธรรมนูญได้อย่างถึงพริกถึงขิงเลย เพราะทุกคนมีส่วนร่วม ถ้าสื่อมวลชนไม่เห็นด้วยสามารถโน้มนำกระแสสังคมได้อยู่แล้ว เพราะมีกระบอกเสียงในมือ” วรวัจน์ ทิ้งท้าย







