posttoday
มาตรฐานแรงงานกับการเปิดเสรีการค้าบริการอาเซียน

มาตรฐานแรงงานกับการเปิดเสรีการค้าบริการอาเซียน

02 กรกฎาคม 2555

ในช่วงเวลาอันใกล้ที่เราต้องเตรียมความพร้อมสู่การเปิดตลาดอาเซียน การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีภายในกลุ่มประชาคมอาเซียน (AC) ในบรรดาประเทศสมาชิกแต่ละประเทศต่างก็มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม ภาษา วัฒนธรรม และกฎหมายที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มาตรฐานฝีมือแรงงานย่อมแตกต่างกันไปในหลายประเทศ ในอาเซียนมีการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นระดับ บางประเทศกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานเพียง 3 ระดับ แต่บางประเทศกำหนดถึง 6 ระดับ แต่การทดสอบฝีมือแรงงานก็ยังแตกต่างกันไปอีก บางประเทศใช้วิธีประเมินผล แต่บางประเทศใช้วิธีทดสอบทักษะฝีมือ

ในช่วงเวลาอันใกล้ที่เราต้องเตรียมความพร้อมสู่การเปิดตลาดอาเซียน การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีภายในกลุ่มประชาคมอาเซียน (AC) ในบรรดาประเทศสมาชิกแต่ละประเทศต่างก็มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม ภาษา วัฒนธรรม และกฎหมายที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มาตรฐานฝีมือแรงงานย่อมแตกต่างกันไปในหลายประเทศ ในอาเซียนมีการกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานเป็นระดับ บางประเทศกำหนดมาตรฐานฝีมือแรงงานเพียง 3 ระดับ แต่บางประเทศกำหนดถึง 6 ระดับ แต่การทดสอบฝีมือแรงงานก็ยังแตกต่างกันไปอีก บางประเทศใช้วิธีประเมินผล แต่บางประเทศใช้วิธีทดสอบทักษะฝีมือ

การเคลื่อนย้ายแรงงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน อาจนำไปสู่ปัญหาความแตกต่างและเหลื่อมล้ำกันทางแรงงาน เช่น แรงงานมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ส่วนมากเป็นแรงงานมีทักษะที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้สื่อสารได้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ แต่แรงงานพม่า ลาว และกัมพูชาจำนวนมากไม่คุ้นกับเครื่องจักรทันสมัยและสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้

อย่างไรก็ตาม แรงงานที่มาจากประเทศที่มีมาตรฐานแรงงานต่ำกว่าอาจได้เปรียบเชิงราคาค่าจ้าง แต่ก็เสียเปรียบอย่างมหาศาลหากต้องการไปทำงานในประเทศที่กำหนดมาตรฐานทักษะแรงงานสูง

นี่เป็นประเด็นที่น่าจับตาสำหรับประเทศไทย อาจพบว่าปัญหาแรงงานที่มีทักษะอาจขาดแคลนเพราะไหลออกไปประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า แต่ขณะเดียวกันแรงงานไม่มีทักษะและกำหนดมาตรฐานฝีมือไม่ได้กลับไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มจากเดิมมาเป็น 300 บาท/วันเป็นแรงจูงใจ

ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจในหลายระดับ ตั้งแต่ธุรกิจ SME ขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น ล้วนจำเป็นต้องใช้แรงงานทั้งที่มีทักษะสูง ทักษะกลางและมีทักษะต่ำด้วยกันทั้งสิ้น แรงงานที่มีทักษะสูงไม่ค่อยมีปัญหาเพราะเราสามารถผลิตแรงงานทักษะสูงได้อยู่แล้ว แต่แรงงานที่มีทักษะต่ำกลับไม่มีการวัดคุณภาพมาตรฐานแรงงานได้เลย

บางกรณีจะเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีทักษะเลยก็ว่าได้ การสร้างมาตรฐานและวัดมาตรฐานแรงงาน เพื่อกำหนดระดับคุณภาพของแรงงานจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่และรายเล็กที่จะนำแรงงานไปใช้ให้ถูกต้องกับกิจการ

ผมจะขอยกตัวอย่างภาคธุรกิจบางประเภทที่ต้องพึ่งพาแรงงานหลายระดับ เช่น ภาคธุรกิจก่อสร้าง มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีการสร้างมาตรฐานแรงงาน รวมไปถึงการส่งเสริมทักษะเทคโนโลยี

เพราะปัจจุบันมีการนำเครื่องมือเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในธุรกิจก่อสร้าง เครื่องจักรที่ใช้มีมูลค่าสูง ถ้าผู้ใช้แรงงานไม่รู้จักใช้เทคโนโลยีหรือใช้ไม่เป็น ถ้าเสียหายขึ้นมาก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมามากเป็นลูกโซ่ แต่ถ้าลูกจ้างที่ต้องทำงานควบคุมเครื่องจักรนั้นมีมาตรฐานรับรอง ก็จะเป็นการประกันความรู้ ความสามารถ และความปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านนายจ้างอาจช่วยลดอัตราค่าประกันภัยและความเสียหายต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก ในด้านลูกจ้างจะเป็นการประกันระดับค่าจ้างไม่ให้ถูกนายจ้างกดค่าแรง เพราะไม่มีคุณวุฒิรับรองฝีมือแรงงาน มีลูกจ้างที่มีทักษะจำนวนไม่น้อยได้ทำงานในต่างประเทศหรือบริษัทต่างชาติมีทักษะ มีฝีมือ แต่ขาดใบรับรอง จึงไม่สามารถไต่ระดับค่าจ้างเท่ากับลูกจ้างที่มีใบรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานจากสถาบันที่สากลยอมรับ ทำให้ได้รับค่าแรงลดลงมาอีกระดับหนึ่ง ทั้งๆ ที่เมื่อปฏิบัติงานสามารถแสดงฝีมือและคุณภาพงานได้ดีกว่าแรงงานชาติอื่นที่มีใบรับรอง

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานดังกล่าวจำเป็นต้องมีสถาบันที่เป็นกลางมีมาตรฐานการอบรมที่กลุ่มสากลยอมรับ อย่างน้อยมีการฝึกอบรมเป็นการเฉพาะ มีหลักสูตร มีการทดสอบ และประเมินมาตรฐานเป็นระยะๆ

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องคิดให้หนักและเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะมาตรฐานของประเทศต่างๆ ในอาเซียนยังมีความแตกต่างกันมากตามแต่โครงสร้างของประเทศ ประเทศไทยจึงควรเร่งผลักดันตัวเองให้เป็นแนวหน้าของอาเซียนเป็นมาตรฐานที่ประชาคมอาเซียนยอมรับ เพื่อประโยชน์ของการเป็นเจ้ามาตรฐานที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ปัจจุบันเป็นยุคแห่งการแข่งขันสร้างมาตรฐานเพื่อเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก เพราะหากมาตรฐานของใครได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานโลกแล้วละก็ เจ้าของมาตรฐานนั้นก็จะได้ประโยชน์อย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก คือ ความได้เปรียบจากการเป็นผู้เริ่มก่อน ซึ่งในทางเศรษฐกิจถือว่ามีมูลค่ามหาศาล เพราะเป็นผู้ที่มีมาตรฐานก่อนคนอื่น อยู่ในสถานะที่ดีกว่าคนอื่นในงานประเภทนั้น อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะพัฒนาให้ไปไกลกว่าคนอื่นๆ ที่กำลังจะตามมาอีกด้วย เช่น มาตรฐานทางอุตสาหกรรมตระกูล ISO ทั้งหลาย หรือมาตรฐานทางอุตสาหกรรมอาหาร ที่มีการออกมาตรฐานรุ่นใหม่ๆ ออกให้เราต้องไล่ตามไม่รู้จักจบสิ้น

ประการที่สอง คือ ประโยชน์ที่คนอื่นๆจะต้องมาขอใช้มาตรฐานของเรา โดยเฉพาะว่าถ้าหากเป็นมาตรฐานทางเทคโนโลยีที่มีสิทธิบัตรแล้วละก็ มูลค่าก็จะทวีคูณอย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น มาตรฐานหน่วยความจำแบบ SD Card หรือมาตรฐานทีวีดิจิตอล เช่น DVBT หรือ ISDBT ซึ่งมีสมาคมเจ้าของสิทธิบัตรเป็นผู้ครอบครองและเก็บเกี่ยวค่าใช้สิทธิเทคโนโลยีของตนอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ธุรกิจการค้าของไทยจะแข่งขันกับเวทีโลก หรือแม้แต่ในกลุ่มประชาคมอาเซียนได้หรือไม่นั้น จำเป็นต้องส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งตั้งแต่ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยเสียก่อน แม้ว่าแรงงานคนไทยมีทักษะฝีมือที่ไม่เป็นรองใคร ทั้งยังได้เปรียบกับประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายประเทศ

แต่ถึงตอนนี้เรายังไม่มีการจัดระเบียบและเข้าไปดูแลอย่างชัดเจน และยังขาดการส่งเสริมทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนามาตรฐานแรงงานอย่างจริงจัง หากรัฐบาลช่วยส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการรายเล็กให้เข้าถึงองค์ความรู้ที่สำคัญ เช่น การบริหารโครงการ แผนการตลาด และการอบรมช่างโดยเน้นทักษะพื้นฐานช่างที่พึงมี และรัฐก็จัดหาตลาดงานก่อสร้างให้ด้วย ก็จะช่วยให้กลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไทยเข้มแข็งขึ้น สามารถรับงานจากผู้รับเหมารายใหญ่เพื่อไปรับงานประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นห่วงโซ่พันธมิตรทั้งรายใหญ่รายย่อย และเป็นสายสัมพันธ์แบบบูรณาการ

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเราเริ่มมีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) เป็นองค์การมหาชน เป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกหลักเพื่อส่งเสริมพัฒนาทักษะ ความรู้ของกำลังคน พัฒนามาตรฐานอาชีพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย พัฒนาคุณภาพกำลังคน เพื่อรองรับสมรรถนะวิชาชีพให้ตรงตามความต้องการผู้ประกอบการ รวมไปถึงศึกษาวิจัยและพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพ ส่งเสริมกลุ่มอาชีพในการจัดทำมาตรฐานอาชีพ ให้การรับรององค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ ประสานงานหน่วยงานต่างๆ ทั้งเอกชนและหน่วยงานของรัฐ ตัวองค์กรสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเองก็สามารถออกใบรับรอง ความรู้ ความสามารถและทักษะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพก็ได้ ปัจจุบันเริ่มดำเนินการในกลุ่มอาชีพที่มีความต้องการแรงงานสูง โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมสาขาแม่พิมพ์ ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มบริการ ได้แก่ สาขาโรงแรม ภัตตาคารและธุรกิจสปา

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะช่วยส่งเสริมอย่างจริงจังให้หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาได้มีศักยภาพในการพัฒนากำหนดเกณฑ์มาตรฐานแรงงาน ดำเนินการรับรองความรู้ ความสามารถและทักษะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพหรือวิชาชีพ ให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานที่สำคัญๆ ของแรงงานไทยให้หลากหลายกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะเอื้อประโยชน์ให้กับแรงงานไทยทุกระดับ และจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

อีกทั้งยังจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมความพร้อม เพื่อเข้าสู่ระบบการถ่ายเทแรงงานเสรีตามแนวทางของกลุ่มประชาคมอาเซียนได้อย่างดี

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์