
ลดข้อสงสัย
แม้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซา จะยกเลิกโครงการใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาในการสำรวจชั้นบรรยากาศไปแล้ว แต่ที่ไปที่มาของโครงการนี้ยังมีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัยค้างคาใจอยู่ว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ใดกันแน่
แม้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ นาซา จะยกเลิกโครงการใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภาในการสำรวจชั้นบรรยากาศไปแล้ว แต่ที่ไปที่มาของโครงการนี้ยังมีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัยค้างคาใจอยู่ว่าเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ใดกันแน่
แน่นอนว่า หากการดำเนินโครงการนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใสตั้งแต่ต้น เริ่มจากรัฐบาลแจกแจงที่มาและผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ ทุกฝ่ายย่อมให้การสนับสนุน ด้วยปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นปรากฏการณ์ที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญในการเปิดเผยความจริงในเรื่องดังกล่าวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ขาดข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายให้สาธารณะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ผลประโยชน์ของชาติจากโครงการดังกล่าวมีอะไรบ้าง
ด้วยข้อมูลที่น้อยเกินไป จึงเกิดคำถามตามมาว่า โครงการนี้จะกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่ นาซาจะเป็นชนวนขยายความหวาดระแวงระหว่างประเทศ ทั้งในภูมิภาคอาเซียนด้วยกันและมหาอำนาจอย่างจีนขึ้นหรือไม่
ในกรณีนี้มีคำถามด้วยว่า โครงการนี้มีนัยทางการเมืองอื่นๆ ปะปนอยู่ระหว่างการตกลงที่จะกำลังมีขึ้นหรือไม่
ด้วยมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า การสำรวจชั้นบรรยากาศภายใต้โครงการของนาซาในครั้งนี้มีความเชื่อมโยงข้อมูลการสำรวจกับบริษัท เชฟรอน ยักษ์ใหญ่ธุรกิจพลังงาน
ดีกรีความน่าเคลือบแคลงสงสัยยิ่งมีมากขึ้น
น่าเคลือบแคลงเพราะยักษ์ใหญ่ธุรกิจน้ำมันเข้ามาสัมปทานแหล่งพลังงานในประเทศไทยจำนวนมาก และมีความพยายามรุกคืบอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อดีตผู้นำผู้ทรงอิทธิพลของประเทศนี้ก็เบนเข็มไปสนใจธุรกิจด้านนี้อีกด้วย
เมื่อความไม่น่าไว้วางใจมีมากขึ้น โอกาสที่รัฐบาลจะปัดฝุ่นโครงการนี้หรือสนับสนุนให้เป็นจริง ย่อมถูกปิดฉากไปอย่างน่าเสียดาย
สะท้อนว่า การดำเนินนโยบายระหว่างประเทศที่ขาดความโปร่งใส ขาดความรู้ประกอบการตัดสินใจ ไม่เป็นมืออาชีพ มีผลต่อการพัฒนาชาติ
ท้ายสุดแทนที่ประเทศจะได้ประโยชน์ กลายเป็นรัฐบาลได้ละทิ้งโอกาสนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานขององค์กรภายในประเทศ ซึ่งขาดการส่งเสริมและสนับสนุนอยู่แล้ว
เพื่อให้ผลประโยชน์ของชาติไม่ถูกละเลย ไม่สายเกินไปที่รัฐบาลไทยจะนับหนึ่งทำความเข้าใจกับประชาชนและสร้างความโปร่งใสในขั้นตอนการดำเนินงาน ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสในการสนับสนุนและส่งเสริมจากนานาชาติเพื่อผลิตชุดความรู้ใหม่ๆ ในการจัดการภัยพิบัติ
ที่สุดแล้วสังคมไทยอาจต้องตกอยู่ในสภาพต้องลุ้นว่า “เอาอยู่” หรือ “เอาไม่อยู่” ในการแก้ปัญหานี้กันต่อไป







