
พิษยูโร-ค่าจ้างเปิดโรงงานวูบ
ยอดเปิดโรงงานครึ่งปีแรกลดวูบ ทั้งแง่มูลค่าและปริมาณ เหตุนักลงทุนชะงัก หวั่นวิกฤตยุโรปหันลงทุนประเทศเพื่อนบ้านหนีค่าจ้างไทยพุ่ง
ยอดเปิดโรงงานครึ่งปีแรกลดวูบ ทั้งแง่มูลค่าและปริมาณ เหตุนักลงทุนชะงัก หวั่นวิกฤตยุโรปหันลงทุนประเทศเพื่อนบ้านหนีค่าจ้างไทยพุ่ง
แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนของปี 2555 (เดือน ม.ค.-มิ.ย.) มีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจากกรมโรงงาน อย่างไม่เป็นทางการ 1,727 ราย ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 452 ราย มีการจ้างงาน 3.7 หมื่นคน ลดลง 1.3 หมื่นคน และมูลค่าลงทุน 5.86 หมื่นล้านบาท ลดลงเกือบเท่าตัว จากครึ่งปีแรกของปี 2554 มีโรงงานได้รับอนุญาตประกอบกิจการ 1,882 โครงการ มีการจ้างงาน 4.69 หมื่นคน มูลค่าการลงทุน 1.26 แสนล้านบาท
เนื่องจากนักลงทุนชะลอแผนการก่อสร้างโรงงานออกไปก่อน จากความกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป หรือวิกฤตยูโรโซน และบางส่วนหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลวันละ 300 บาททั่วประเทศ ที่จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค. 2556 รวมถึงนโยบายการรุกตลาดรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
จังหวัดที่มีการลงทุนสูงใน 6 เดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย จ.นครราชสีมา มูลค่าสูงสุด 5,500 ล้านบาท สมุทรสาคร 4,763 ล้านบาท พระนครศรีอยุธยา 4,687 ล้านบาท ชลบุรี 3,764 ล้านบาท สมุทรปราการ 3,357 ล้านบาท ระยอง 2,946 ล้านบาท ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา 2,359 ล้านบาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้ยอดการลงทุนในช่วง 6 เดือนของปี จะน้อยกว่าปีก่อน แต่ก็เป็นที่น่าพอใจเพราะทั่วโลกเผชิญวิกฤตการเงินยุโรป อีกทั้งที่ผ่านมา แม้ ไทยประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้นักลงทุนย้ายโรงงานไปอยู่ภาคอีสานและภาคตะวันออกมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วม แต่จ.พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักก็ยังมีโรงงานเข้ามาลงทุนใหม่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่านักลงทุนเชื่อมั่นมาตรการป้องกันน้ำของรัฐบาลและการสร้างเขื่อนกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรม
สำหรับโครงการมีมูลค่าลงทุนสูงในช่วง 6 เดือนแรก เช่น บริษัท เบ็ญจวรรณไรซ์ ลงทุนโรงสีข้าว 2,004 ล้านบาท บริษัท แอดวานซ์ เอเซียไฟเบอร์ ผลิตแผ่นใยไม้อัดแข็ง 2,024 ล้านบาท บริษัท อาซาฮี คาเซอิ สปันบอนด์ ผลิตผ้าสปันบอนด์นอนวูฟเวน 1,668 ล้านบาท บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป 2,355 ล้านบาท บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ 3,288 ล้านบาท เป็นต้นบริษัท ระยองเอ็มดีเอฟ 1,993 ล้านบาท บริษัท ไทย โคะอิโท 1,451 ล้านบาท และ บริษัท ไทยยงกิจ ผลิตอะไหล่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์การเกษตร และทำแบบพิมพ์โลหะ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท เป็นต้น
ขณะที่ยอดการปิดกิจการอย่างไม่เป็นทางการในช่วง 6 เดือน ประมาณ 500 แห่ง เงินทุนรวม 6,000 ล้านบาท และเลิกจ้างงาน 1.5 หมื่นคน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการปิดกิจการ 452 แห่ง เงินลงทุน 5,471 ล้านบาท และเลิกจ้างงาน 1.18 หมื่นคน







