posttoday
ยิ่งโหมโรงกู้เศรษฐกิจยิ่งจมกองหนี้

ยิ่งโหมโรงกู้เศรษฐกิจยิ่งจมกองหนี้

02 กรกฎาคม 2555

ภาวะเศรษฐกิจไทยยังเมาหมัดกับพิษเศรษฐกิจยูโรโซนกับพิษ‌การเมืองภายในประเทศจนหายใจไม่ทั่วท้อง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ภาวะเศรษฐกิจไทยยังเมาหมัดกับพิษเศรษฐกิจยูโรโซนกับพิษ‌การเมืองภายในประเทศจนหายใจไม่ทั่วท้อง

รัฐบาลชิงจังหวะนี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเปิดแผนการกู้เงิน‌ก้อนใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจไทยรอบใหม่

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิด‌เผยแบบสายฟ้าแลบ ว่ารัฐบาลมีแผนออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ‌กู้เงิน 1.6-2 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินการตามแผนสร้าง‌ประเทศไทยวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท โดยโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่‌ในแผนนั้น มีทั้งท่าเรือน้ำลึก รถไฟความเร็วสูงและระบบรถไฟราง‌คู่ โดยคาดว่าหากทำได้ตามแผนจะช่วยลดต้นทุนประเทศของไทย‌จาก 16% เป็น 14%

แผนการกู้เงินดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาจัดทำร่างได้ภายใน 6-7 เดือนเพื่อให้สภาพิจารณา คาดว่าจะกู้ตามแผนได้ภายใน 7 ปี ‌และเป็นการกู้เงินภายในประเทศทั้งหมด

กิตติรัตน์ให้เหตุผลที่ต้องกู้เงินก้อนโตว่า ประเทศมีเงินมากแต่‌ลงทุนน้อยเกินไป และการก่อหนี้ไม่ได้สร้างปัญหาหนี้ภาพรวมของ‌ประเทศ เพราะปัจจุบันไทยมีหนี้ 4.6 ล้านล้านบาท หรือ 42% ‌ของจีดีพี ในจำนวนนี้เป็นภาระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ‌พัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท หนี้ของรัฐบาล‌มีจริงอยู่แค่ 3.5 ล้านล้านบาทเท่านั้น

ทันทีที่เปิดโรดแมปการกู้เงินก้อนโตรอบใหม่ ก็ได้รับ‌เสียงค้านทันทีจาก กรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชา‌ธิปัตย์ อดีต รมว.คลัง ที่แม้ว่าจะสนับสนุนนโยบาย‌การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ไม่เห็น‌
ด้วยกับการออก พ.ร.บ.กู้เงินมาใช้ในโครงการ เพราะ‌เห็นว่าไม่จำเป็นและสามารถใช้เงินในงบประมาณปกติได้‌อยู่แล้ว ซึ่งมีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสมากกว่า

อดีต รมว.คลัง ยังเห็นว่า โครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการไม่มีความชัดเจนว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่แต่ละโครงการใช้เงินเท่าไรและจะดำเนินการได้เมื่อไร

นอกจากนี้ เห็นว่าที่ผ่านมามีบทเรียนจาก‌การออก พ.ร.บ.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่‌รัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน แต่ปัจจุบัน‌ยังไม่มีการเบิกจ่ายแม้ว่าผ่านมากว่าครึ่งปี ซึ่งก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านได้แย้งเรื่องนี้มาตลอด ‌ว่างบประมาณมีเพียงพอที่จะดำเนินการ ไม่‌จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ซึ่งการตรวจสอบดำเนิน‌การได้ยาก ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะไปดำเนินการใน‌โครงการที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและทำ‌ให้เกิดความเสียหายมาในภายหลังหรือไม่

ขณะที่ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชา‌การอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้‌ความเห็นว่า มองผิวเผินการกู้เงินเพื่อลงทุนโครง‌สร้างพื้นฐานมีความจำเป็นและสำคัญเพื่อเพิ่ม‌ศักยภาพของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวนไม่‌รู้ว่าลูกผีลูกคน ทุกประเทศในโลกต่างเร่งหา‌มาตรการรองรับวิกฤตเศรษฐกิจจากยูโรโซน เป็นเรื่องที่รัฐบาลมองข้ามไม่ได้ การเตรียมเงินไว้เพื่อ‌รองรับสถานการณ์ที่คาดการณ์ไม่ถึงเป็นสิ่งที่‌จำเป็นไม่แพ้การกู้เงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ที่สำคัญสมชายเตือนรัฐบาลว่า ไม่ควรมองโลก‌ในแง่ดีเกินไป โดยเฉพาะการส่งสัญญาณผิดๆ ‌ว่าการส่งออกของไทยยังโตได้ 15% และ‌เศรษฐกิจไทยโตได้ถึง 7% เป็นเรื่องที่ไม่สอด‌คล้องกับความเป็นจริง เพราะจากวิกฤตยุโรปที่ยัง‌ออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ หลายฝ่ายก็เชื่อว่าการส่งออกของไทยจะ‌ขยายตัวได้แต่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น

สมชาย ยังมองว่า ปัญหากรีซและยูโรโซนอาจ‌รุนแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาด จะเห็นว่าปัญหายังลุกลามต่อเนื่อง ‌หากยูโรโซนเอาไม่อยู่ เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาหนักทันที การส่ง‌ออกของไทยอาจถึงขั้นติดลบ

สิ่งที่ตามมานอกจากเศรษฐกิจโตไม่ได้ตามเป้าและหนี้‌สาธารณะของไทยจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 40% ของจีดีพี‌เป็น 60% 70% หรือ 80% ได้ง่ายๆ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของ‌เศรษฐกิจ

ความเห็นทั้งจากตัวแทนฝ่ายการเมืองและฝ่ายนักวิชาการ‌มีความเห็นสอดคล้องกันว่า การลุยดำเนินการโครงสร้างพื้นฐาน‌มีความจำเป็นเร่งด่วน

แต่แหล่งที่มาของเงินต่างก็เห็นตรงกันว่า ไม่ควรมาจากการ‌กู้เงิน โดยการออกกฎหมายพิเศษ เพราะการใช้เงินที่มาจาก‌งบประมาณนั้น สามารถตรวจสอบการใช้เงินได้ดีกว่าและการดู‌เรื่องการก่อหนี้ก็ทำได้ง่ายกว่า เพราะไม่มีการซุกหนี้ไปไว้ที่อื่นๆ

ทั้งข้อสนับสนุนและข้อท้วงติงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องรับฟัง ไม่‌ควรมองข้าม เพื่อเป็นการดับไฟที่จะลามเผาเศรษฐกิจไทยเสียตั้ง‌แต่ต้นลม

รัฐบาลรู้อยู่เต็มอกว่า หนี้สาธารณะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถนิ่ง‌นอนใจให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้การควบคุมได้ เพราะเป็นต้น‌ตอของวิกฤตเศรษฐกิจ ตัวอย่างที่เห็นอยู่ตำตาก็คือวิกฤตยูโรโซนที่‌แผงฤทธิ์อยู่ในวันนี้

หนี้ของไทยก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ จากตัวเลขหนี้สาธารณะ‌ล่าสุดเดือน เม.ย. 2555 มียอดหนี้ 4.61 ล้านล้านบาท คิดเป็น ‌42.40% ของจีดีพี เทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น‌สุทธิ 1.41 แสนล้านบาท และหากคิดในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ‌เดือน มี.ค. และ เม.ย. 2555 หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 2.66 ‌แสนล้านบาท โดยเป็นผลมาจากการกู้เพื่อชดเชยการขาด‌ดุลงบประมาณ 2555 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังเพิ่มจากที่กู้เงินจากการออก พ.ร.ก.แก้ไขน้ำ‌ท่วม 3.5 แสนล้านบาท และ พ.ร.ก.ประกันภัยพิบัติ 5 หมื่นล้าน‌บาท ที่เริ่มมีการทยอยกู้บางส่วน

ยอดหนี้ดังกล่าวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและจะเป็นการเพิ่มขึ้น‌อย่างรวดเร็วต่อไปจนถึงปีหน้า

แม้ จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหาร‌หนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ ‌42% ของจีดีพี สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ไม่เกิน 45% ของจีดีพี และปีหน้า‌จะอยู่ที่ 50% ของจีดีพี ยังมีช่องว่างกู้ได้อีก 2 ล้านล้านบาท ‌สัดส่วนหนี้จะถึง 60% ของจีดีพี

สำหรับแผนการกู้ของรัฐบาลเพิ่ม 1.6-2 ล้านล้านบาท จะทำ‌ให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 60% ของจีดีพีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการใช้‌เงิน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากยังขยายตัวได้ 5-6% ต่อ‌ปี สัดส่วนหนี้ก็ลดลง แต่หากเศรษฐกิจขยายตัวไม่ถึงสัดส่วนหนี้ก็‌จะเพิ่มสูงขึ้นได้

จากข้อมูล สบน. ชี้ให้เห็นว่า การกู้เงินเพิ่มของรัฐบาลจะทำให้‌สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นไปแตะ 60% ที่เป็นกรอบความยั่งยืน‌ทางการคลังที่ขีดเส้นไว้ว่าการก่อหนี้ไม่ควรเกินจากนี้ เพื่อไม่ให้เกิด‌ปัญหาทางการคลังและเป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตามมา

แม้ว่ารัฐบาลจะมองในแง่ดีว่า กู้แล้วเศรษฐกิจโตทำให้สัดส่วน‌หนี้ลดไม่เกินเขตเรดโซน แต่หากสถานการณ์ไม่เต็มใจเศรษฐกิจไม่‌โต เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดจากน้ำท่วมปี 2554 เศรษฐกิจจาก‌ที่คาดว่าจะโต 5-6% เหลือแค่ 0.1% ต่อปี รัฐบาลจะแก้ไขรับมือ‌อย่างไร

ยิ่งปีนี้วิกฤตจากยูโรโซนทำให้เศรษฐกิจเจอมรสุมหนักโตน้อย‌กว่าที่คาด หรือว่าความกังวลน้ำท่วมรอบใหม่จะทำให้เกิดความ‌เสียหาย จนเศรษฐกิจหดเหมือนปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประเมินหรือ‌ไม่ว่า หนี้ของไทยจะพุ่งสูงขึ้นไปเท่าไร

ยิ่งโหมโรงกู้เศรษฐกิจยิ่งจมกองหนี้

ก่อนหน้านี้ แม้แต่ ณรงค์ชัย อัครเศรณี กรรมการนโยบาย‌การเงิน และอดีต รมว.พาณิชย์ ก็ยังออกมาเตือนว่า แม้กรอบ‌ความยั่งยืนการคลังกำหนดว่าก่อหนี้ได้ถึง 60% ของจีดีพี แต่ไทย‌ที่เศรษฐกิจขนาดเล็กมีสัดส่วนรายได้แค่ 20% ของจีดีพี ควรก่อ‌หนี้ไม่เกิน 50% เพราะหากเกินกว่านี้ จะทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลังไม่‌พอจ่ายชำระหนี้ในที่สุด

คำเตือนของอดีต รมว.พาณิชย์ เป็นเรื่องที่รัฐบาลปฏิเสธไม่‌ได้ เพราะรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศต้องกู้เงินจำนวนมาก ทำ‌ให้เงินไม่พอจ่ายหนี้ ทำให้รัฐบาลต้องซุกหนี้โดยการโอนหนี้ของ‌กองทุนฟื้นฟูฯ ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เก็บเงินค่า‌ต๋งจากธนาคารพาณิชย์มาใช้ทั้งต้นและดอกเบี้ย

รัฐบาลพยายามประโคมข่าวการซุกหนี้ดังกล่าว ว่าเป็นผลงาน‌ชิ้นโบแดงสามารถลดภาระดอกเบี้ยได้ปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท

แต่ในความเป็นจริงหนี้ดังกล่าวยังอยู่เหมือนเดิม และคนจ่าย‌หนี้ก็เป็นประชาชนเหมือนเดิม จากเคยใช้เงินภาษีที่เก็บจาก‌ประชาชนมาจ่ายหนี้ ก็ไปเก็บเงินจากแบงก์มาใช้หนี้แทน ซึ่ง‌แบงก์ก็ผลักภาระทั้งหมดให้ลูกค้าของธนาคาร เพื่อไม่ให้ทุนหาย‌กำไรหดลดลง

ลำพังยังไม่ออก พ.ร.บ.กู้เงิน 1.6-2 ล้านล้านบาท ไทยก็ชักหน้า‌ไม่ถึงหลังแล้วอย่างที่เห็น แต่รัฐบาลพยายามซุกไว้ใต้พรมให้คน‌เข้าใจผิด ว่าหนี้ยังน้อย รัฐบาลยังกู้ได้ ยังจ่ายไหว ถือเป็นการ‌ซิกแซ็กที่อันตรายไป ซึ่งทำเศรษฐกิจไทยให้ตกเหว

รัฐบาลยังซุกหนี้ไว้ที่ต่างๆ อีกจำนวนมาก เช่น โครงการรับ‌จำนำข้าวปีแรกที่กำลังสิ้นสุดลงต้องใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ‌รัฐบาลใช้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ‌(ธ.ก.ส.) ถึง 9 หมื่นล้านบาท ที่เหลือรัฐบาลกู้เงินมาให้ ธ.ก.ส ซึ่ง‌การใช้เงินของ ธ.ก.ส. ก็เป็นการซุกหนี้ให้น้อยกว่าความเป็นจริง

และหากโครงการรับจำนำข้าวรอบใหม่ รัฐบาลต้องใช้งบเท่า‌เดิม ก็ยิ่งทำให้หนี้รัฐบาลกู้จริงเพิ่มขึ้น และยังทำให้หนี้ที่ซุกไว้ที่ ‌ธ.ก.ส. เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวไปด้วย

ยิ่งไปดูเนื้อในหนี้ที่รัฐบาลซุกและต้องจ่ายชดเชยให้ ธ.ก.ส. ‌จากการดำเนินโครงการต่างๆ เป็นเงินสูงถึง 2.5 แสนล้านบาท ‌ซึ่งหากรัฐบาลใช้หนี้ของรัฐบาลก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมากทันที ทำให้‌รัฐบาลพยายามซุกไว้ไม่ใช้ให้นานที่สุด

การกู้เงินรอบใหม่ของรัฐบาล 1.6-2 ล้านล้านบาท นอกจากทำ‌ให้ประเทศมีหนี้ท่วมตัวแล้ว ยังทำให้ฐานะการเงินการคลังของ‌ประเทศบิดเบือน โดยเฉพาะการขาดดุลงบประมาณที่ต่ำกว่าเป็น‌จริง เป็นการสร้างภาพมายาว่า ฐานะการเงินการคลังของประเทศ‌แข็งแรงไม่มีปัญหา

ในปี 2556 รัฐบาลทำงบประมาณขาดดุล 3 แสนล้านบาท โดย‌อ้างว่าลดลงจากปีก่อนหน้าที่ขาดดุล 4 แสนล้านบาท แต่ในความ‌เป็นจริง รัฐบาลออก พ.ร.บ.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งคาดว่าเงิน‌ส่วนใหญ่จะกู้ในปี 2556 ซึ่งรวมแล้วยอดการขาดดุลจริงปี 2556 ‌จะมากกว่าปี 2555 เสียด้วยซ้ำ

สำหรับแผนการขาดดุลงบประมาณ 2557 รัฐบาลตั้งขาดดุลไว้ 1-‌2 แสนล้านบาท และจะทำงบประมาณสมดุลในปี 2558 แต่หาก‌รัฐบาลต้องกู้เงินจากการออก พ.ร.บ.รอบใหม่ภายใน 7 ปี เท่ากับ‌
ต้องกู้ปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท

นั่นหมายความว่า ความเป็นจริงแ‌ล้วรัฐบาลต้องทำงบประมาณ‌ขาดดุลปีละ 3 แสนล้านบาท ไป‌อีก 7 ปี แต่การที่รัฐบาลซุกการขาด‌ดุลไว้นอกงบประมาณจำนวนมาก ‌เป็นการสร้างการคลังของประเทศที่‌แข็งนอกแต่ข้างในอ่อนแอ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลกู้เงินในตลาด‌จำนวนมากยังเป็นการแย่งเงินกู้ภาค‌เอกชน ทำให้ต้นทุนการกู้สูงขึ้น ‌เพราะธนาคารพาณิชย์รู้ว่ารัฐ‌ต้องกู้เงินจำนวนมาก ก็อยาก‌ปล่อยกู้ให้ภาครัฐมากกว่าภาค‌เอกชน เพราะการปล่อยกู้ภาครัฐ‌ไม่มีความเสี่ยง

ซึ่งหากภาคเอกชนต้องกู้เงินแพง‌ขึ้น ทำให้การลงทุนอาจต้องชะงัก เพราะลำพัง‌เจอพิษเศรษฐกิจจากยูโรโซนและปัญหาเศรษฐกิจ‌ภายในประเทศก็ลำบากสาหัส หากยังต้องเจอกับ‌ต้นทุนจากเงินกู้มาผสมโรง ทำให้ผู้ประกอบการต้อง‌เหนื่อยขึ้นอีกหลายเท่าตัว

การออก พ.ร.บ.กู้เงิน 1.6-2 ล้านล้านบาท นอกจาก‌อาจจะส่งผลกระทบการเงินการคลังและเศรษฐกิจของ‌ประเทศแล้ว ยังจะเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองรอบใหม่ ต้องไม่‌ลืมว่าที่ผ่านมาการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท มีปัญหาจน‌ถึงขั้นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

มาคราวนี้ กิตติรัตน์ ออกตัวว่า เข็ดกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ‌จึงขอเปลี่ยนแผนมาเป็นการออก พ.ร.บ.กู้เงิน แต่คงหนีไม่พ้นถูก‌ฝ่ายค้านโจมตีอย่างหนัก นอกจากเป็นรัฐบาลกลืนน้ำลายที่เคยว่า‌รัฐบาลก่อนหน้าดีแต่กู้ แต่พอมาได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศกลับ‌กู้หนักมือแซงทุกรัฐบาล

การพิจารณาการกู้เงินยังเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายค้านอภิปรายไปถึงการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของรัฐบาล การทำ‌โครงการประชานิยมเทเงินทิ้งแม่น้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้‌ประเทศหนี้ท่วมหัว

การไม่สนใจเก็บรายได้ของประเทศเพิ่ม แต่กลับลดภาษีเอาใจ‌นายทุนคนรวย เช่น การลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% ‌ในปีนี้ และ 20% ในปีหน้า ทำให้รัฐบาลเงินหายไป 1.5 แสน‌ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายลดภาษีน้ำมันดีเซล ที่ทำรายได้รัฐบาล‌หายไปแล้ว 7 หมื่นล้านบาท คาดถึงสิ้นปีจะหายไปถึง 1 แสน‌ล้านบาท

ทั้งหมดเป็นความล้มเหลวการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่‌ทำงานมุ่งแต่ทำโครงการประชานิยม ไม่สนว่าต้องเสียหายมาก‌แค่ไหน ไม่สนใจหารายได้เพิ่ม ทำให้หนี้ประเทศพุ่งไม่หยุด

แม้แต่ธนาคารโลกออกมาเตือนให้รัฐบาลลดโครงการประชา‌นิยม หารายได้เพิ่มเป็นกระสุนรับมือกับวิกฤตยูโรโซน แต่รัฐบาลก็‌เหมือนไม่สนใจหายนะที่กำลังมาเยือนเศรษฐกิจ

วันนี้ลำพังรัฐบาลหาทางรับมือกับวิกฤตยูโรโซน ก็จับต้นชน‌ปลายไม่ถูก ข้อมูลวงในรายงานผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผล‌กระทบมีมากกว่า 2,000 ราย รัฐบาลก็ยังแถลงว่าผู้ประกอบการ‌ไม่ได้รับผลกระทบ การส่งออกจะขยายตัวได้ถึง 15% ที่ตั้งเป้าไว้ ‌ทำให้นักลงทุนได้แต่สับสน

มาวันนี้รัฐบาลยังผุดไอเดียออก พ.ร.บ.กู้เงินก้อนใหญ่ พอกหนี้‌ประเทศเพิ่มสูง เป็นการดำเนินการสวนกระแสเสียงเตือนทั้งจาก‌ฝ่ายค้าน นักวิชาการ องค์กรการเงินที่ได้รับการยอมรับ ถือเป็นการ‌ดำเนินการที่ไม่ถูกที่ถูกเวลา เป็นการลากเศรษฐกิจเข้ามุมอับจน‌จากกองหนี้จนหาทางออกไม่เจอหาทางแก้ไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท