
"อียูซัมมิต" ผ่าทางตัน เดินหน้าแผนแก้หนี้เต็มพิกัด
ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดทุนโลกที่ “ดีเกินคาด” ทั้งราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นทันที 9% และราคาทองคำที่ปรับบวกได้กว่า 50 เหรียญสหรัฐ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
ปฏิกิริยาตอบรับจากตลาดทุนโลกที่ “ดีเกินคาด” ทั้งราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นทันที 9% และราคาทองคำที่ปรับบวกได้กว่า 50 เหรียญสหรัฐ ไปทะลุ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้สำเร็จ คงเป็นบทพิสูจน์เบื้องต้นได้เป็นอย่างดีว่า ผลการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเยอรมนียอมประนีประนอมอย่างเหนือความคาดหมายนั้น สามารถสร้างความเชื่อมั่น (เบื้องต้น) ให้ทั่วโลกได้มากเพียงใด
การจัดยาชุดที่แรงที่สุดนับตั้งแต่มีการประชุมอียูซัมมิตกันมาถึง 43 ครั้ง ตลอดช่วงวิกฤตการณ์กว่า 2 ปีที่ผ่านมา คาดว่าจะช่วยให้ตลาดทุนโลกมีเสถียรภาพและความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งเบื้องต้นช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของสเปนถูกลงมาแล้ว จากอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนระยะเวลา 10 ปี ที่ลดลงทันทีกว่า 0.5% มาอยู่ที่ 6.34%
หรืออย่างน้อยก็ช่วยได้ในระยะสั้นๆ จนกว่านักลงทุนจะเริ่มตระหนักได้ว่า ผลของการประชุมอียูซัมมิตในครั้งนี้ ยังเป็นเพียงกรอบแนวทางกว้างๆ ที่ยังไม่ได้ลงรายละเอียดชัดเจนเพียงพอว่า จะดำเนินการได้มากน้อยอย่างไร และจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่
เพราะหลายข้อยังติดบ่วง “เงื่อนเวลา” ที่อาจทำให้งัดมาใช้ได้ไม่ทันการณ์ ขณะที่ “จำนวนเงินช่วยเหลือ” ที่แท้จริง ก็ยังคงเป็นที่กังขาของนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยว่า อาจจะน้อยมากจนไม่เพียงพอที่จะใช้กู้วิกฤตในกรณีที่สถานการณ์ทวีความรุนแรงอย่างถึงที่สุด
ผลของที่ประชุมอียูซัมมิตระหว่างวันที่ 28–29 มิ.ย.นั้น อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนกว้างๆ ได้แก่ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจในวงเงิน 1.2 แสนล้านยูโร (เกือบ 5 ล้านล้านบาท) แผนแก้ปัญหาระยะสั้น และแผนแก้ปัญหาระยะยาว
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลกที่ตกอยู่ในภาวะเสพติดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาตลอด 4 ปีนี้ ที่ประชุมจึงเห็นชอบ “แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ” วงเงินเกือบ 5 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นการจ้างงานในยุโรปที่กำลังเป็นปัญหารุนแรงขึ้นทุกขณะ โดยจะเน้นไปที่โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานและภาคพลังงานสีเขียว ซึ่งคาดว่าจะได้เงินสนับสนุนราวครึ่งหนึ่ง โดยการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้มีการเพิ่มวงเงินผ่านธนาคารเพื่อการลงทุนยุโรป (อีไอบี) อีก 1 หมื่นล้านยูโร และทำให้อีไอบีมีศักยภาพปล่อยกู้เพิ่มขึ้นเป็น 6 หมื่นล้านยูโร
ส่วนวงเงินที่เหลือจะเน้นให้การช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เข้าถึงเงินกู้แบงก์พาณิชย์ได้ยากขึ้น ในยามที่เศรษฐกิจของหลายประเทศเริ่มเข้าสู่โหมดภาวะถดถอย และในยามที่แบงก์เองประสบปัญหาจนถูกลดอันดับเครดิตแล้วหลายสิบแห่งทั่วยุโรป
สำหรับ “แผนการช่วยเหลือระยะยาว” นั้น ยังคงดำเนินไปตามแนวทางที่วางไว้ก่อนหน้านี้ภายใต้การผลักดันของเยอรมนีและพันธมิตรในโซนยุโรปเหนือ ได้แก่ 1.เดินหน้าสู่การรวมกลุ่มเป็นสหภาพการเงินและสหภาพการคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์หนี้ซ้ำรอยอีก 2.เดินหน้าสร้าง 4 แนวทางร่วมคือ การเงิน งบประมาณ นโยบายเศรษฐกิจ และความรับผิดชอบตามระบอบประชาธิปไตย และ 3.ผลักดันแผนการสร้างสหภาพธนาคารให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจริง โดยจะมีการเสนอรายงานความคืบหน้าในเดือน ต.ค.
และที่ทั่วโลกเฝ้าจับตามองที่สุดก็คือ บรรดา “แผนการช่วยเหลือระยะสั้น” ซึ่งเป็นเหมือนการดับไฟเฉพาะหน้า โดยที่ประชุมได้สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก เมื่อเยอรมนีซึ่งเป็นหัวหอกในยุโรปและยึดหลักการแก้ปัญหาพื้นฐานอย่างแน่วแน่มาตลอด ยอมประนีประนอมให้กับบรรดาประเทศลูกหนี้และว่าที่ลูกหนี้ครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดทางให้มีการช่วยเหลือได้สะดวกขึ้น และลดเงื่อนไขอุปสรรคในการกู้ยืมให้น้อยลง
แผนการระยะสั้นเหล่านี้ได้แก่ 1.ยอมให้นำเงินของกองทุนอีเอสเอ็มไปใช้อัดฉีดเพิ่มทุนให้ธนาคารที่มีปัญหาโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านรัฐบาลประเทศนั้นๆ 2.ตั้งคณะที่ปรึกษาธนาคารกลุ่มยูโรโซนภายในปีนี้ 3.ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนกองทุนช่วยเหลือต่างๆ มากขึ้น และ 4.พร้อมให้การช่วยเหลือสมาชิกที่เคารพการรักษาระดับการขาดดุลงบประมาณ
การยอมเปิดทางให้ใช้กองทุนอีเอสเอ็มเข้าช่วยแบงก์พาณิชย์ที่มีปัญหาได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านรัฐบาล จะช่วยให้รัฐบาลไม่ต้องมีหนี้สาธารณะผูกพันเพิ่มขึ้นมา ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือสเปนได้อย่างตรงจุดโดยไม่ทำให้รัฐบาลสเปนต้องกลายเป็นประเทศที่ 4 ที่ขอเงินมาช่วยแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ ซึ่งแนวทางนี้ยังช่วยลดแรงกดดันให้กับอิตาลี และประเทศอื่นๆ เช่น ไอร์แลนด์ ที่มีปัญหาในภาคธนาคารพาณิชย์ไปในตัวด้วย
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเปิดทางช่วยเหลือประเทศที่มีปัญหาด้วยการใช้กองทุนอีเอสเอ็ม เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศนั้นๆ ได้ โดยที่ยังไม่ต้องร้องขอการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการด้วย ทว่ายังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม อีเอสเอ็มยังเป็นกองทุนที่ต้องรอให้ทั้ง 27 ชาติสมาชิกอียู ลงนามรับรองสถานะอย่างเป็นทางการก่อน ก่อนที่จะสามารถนำเงินของกองทุนไปใช้ได้ ซึ่งแม้จะมีกำหนดในเดือน ก.ค.นี้ ทว่าจนถึงปัจจุบัน รัฐสภาของหลายประเทศก็ยังไม่ได้ลงนามรับรองอีเอสเอ็มแต่อย่างใด ขณะที่ประเทศใหญ่อย่างเยอรมนีนั้น ยังมีฝ่ายที่ต่อต้านเตรียมยื่นคัดค้านเรื่องนี้ในชั้นศาลด้วย ซึ่งความล่าช้าออกไปจากเดิมจะสร้างปัญหาต่อการช่วยเหลือสเปนทันที
ขณะเดียวกัน ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ายังเป็นปัญหาอยู่ก็คือ บรรดา “กองทุน” ของยุโรป อาจมีเงินไม่พอต่อความต้องการ
เมื่อรวมกองทุนอีเอสเอ็มเข้ากับกลไกรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ซึ่งกำลังจะหมดบทบาทลง และเหลือเงินติดกระเป๋าอยู่ไม่มากนัก จะทำให้กองทุนอีเอสเอ็มมีเงินรวมประมาณ 6.25 แสนล้านยูโร และหากหักเงินช่วยเหลือสเปนไปแล้ว ก็จะเหลืออยู่ราว 5 แสนล้านยูโร
ในขณะที่หนี้ของสเปนและอิตาลีเมื่อรวมกันนั้น มีขนาดสูงถึง 3.1 ล้านล้านยูโร (กว่า 120 ล้านล้านบาท) ดังนั้น หากในระยะยาว สถานการณ์ของยุโรปยังไม่ดีขึ้น และนำไปสู่การขอเงินช่วยเหลือตามมาของประเทศที่ 6 หรือ 7 นอกเหนือจากสเปนและไซปรัสที่เป็นสองรายล่าสุดแล้ว วิกฤตการณ์หนี้ก็อาจกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้งได้ไม่ยาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ได้เห็นเยอรมนียอมถอยหนึ่งก้าว เพื่อช่วยประคองให้เศรษฐกิจยูโรโซนโดยรวมกลับมามีเสถียรภาพขึ้นโดยเร็ว
ไม่อย่างนั้นอาจไม่มีครั้งหน้าให้เจรจากันอีกก็เป็นได้







