
ถอดชนวน..."นาซา" แต่การเมืองยังโคม่า
การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีไฮไลต์อยู่ที่การขอใช้พื้นที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อตั้งเป็นฐานสำรวจสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) โดยก่อนหน้านี้ท่าทีของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าโครงการนี้เต็มตัว และหวังว่าผลที่ได้จากการสำรวจของนาซา จะนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำด้วยอีกทางหนึ่ง
การเมืองรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีไฮไลต์อยู่ที่การขอใช้พื้นที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา เพื่อตั้งเป็นฐานสำรวจสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) โดยก่อนหน้านี้ท่าทีของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมเดินหน้าโครงการนี้เต็มตัว และหวังว่าผลที่ได้จากการสำรวจของนาซา จะนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำด้วยอีกทางหนึ่ง
กระแสต่อต้านจากฝ่ายค้านและกลุ่มมวลชนที่ต่อต้านรัฐบาล ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลกำลังมีวาระซ่อนเร้นกับทางสหรัฐในการออกวีซ่าเข้าประเทศให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แลกกับการให้นาซาใช้สนามบินอู่ตะเภา ไปจนถึงความห่วงใยเรื่องข้อมูลด้านความมั่นคงจะรั่วไหล หรือฉวยโอกาสใช้ประเทศไทยเป็นฐานสอดแนมประเทศจีนและรัสเซีย ซึ่งผลที่ตามมาอาจกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นได้
สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่าหากรัฐบาลเดินหน้าอนุญาตให้องค์การนาซาใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อสำรวจสภาพอากาศ โดยไม่นำไปขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตามมาตรา 190 ก็จะเปิดช่องให้บางฝ่ายยื่นตีความผ่านศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง จนอาจทำให้รัฐบาลไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่นในอดีตที่เกิดกับ สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ทำรายการอาหารแล้วถูกร้องเรียนจนนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน
รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กฤษฎีกาเห็นตรงกันว่า เรื่องนี้ไม่เข้าข่ายมาตรา 190 ที่ต้องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา แต่รัฐบาลไม่ต้องการให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงว่าไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ครม.จึงมีมติว่าจะนำประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ในสมัยประชุมทั่วไปเดือน ส.ค. ซึ่งต้องยอมรับว่ากระทบต่อนาซาที่ไม่สามารถเข้ามาสำรวจได้ทันในปีนี้ และไม่รู้ว่าปีหน้านาซาจะกลับมาหรือไม่
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ทำให้สหรัฐออกแถลงการณ์ว่า นาซาต้องขอยกทีมกลับบ้านก่อน โดยให้เหตุผลว่า นาซาไม่สามารถรอการพิจารณาของสภาที่จะปิดสมัยประชุมในวันที่ 1 ส.ค. ภายหลังจากที่เคยกำหนดเส้นตายให้รัฐบาลตอบตกลงภายในวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าล่าช้าเกินไปสำหรับการเริ่มโครงการสำรวจชั้นบรรยากาศ ที่ต้องมุ่งเน้นช่วงเดือน ส.ค.และ ก.ย.เท่านั้น
ท่าทีของทางสหรัฐจึงสะท้อนมาจาก วอลเตอร์ บราโนห์เลอร์ โฆษกสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เห็นว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่นักวิทยาศาสตร์จากทั้งนาซาและฝ่ายไทยจะได้ร่วมงานกัน เพื่อจัดเก็บข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ที่กำลังเดินทางมา ได้ถูกเรียกกลับทั้งหมดแล้ว
ด้าน ถาวร เสนเนียม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ตอบโต้รัฐบาลว่า การเสียโอกาสครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่พิจารณาตามมาตรา 190 เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
ทั้งนี้ ถาวร ได้แฉว่า พบภาพถ่ายพันธมิตรแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจระหว่างผู้บริหารเชฟรอนและผู้นำนาซา โดยนาซามีความเชี่ยวชาญในการเก็บข้อมูล และส่งข้อมูลให้แก่เชฟร่อนที่มีบทบาทในการขุดเจาะสัมปทานผูกขาดพลังงาน
ขณะที่การเมืองยังคงร้อนระอุขึ้นจากศึกในพรรคเพื่อไทย เมื่อ สุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ประเมินว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะต้องฝ่ามรสุมหลายด้าน เช่น การปรับ ครม. การถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีแก้รัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครอง ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 ปี และไม่แน่อาจอยู่ไม่ถึงปีนี้ด้วยซ้ำ
สร้างความไม่พอใจให้ ประชา ประสพดี สส.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นมาตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่า การประเมินอนาคตของรัฐบาลเช่นนี้ ถือว่าจุดไฟเผาบ้านตัวเอง สุชาติควรรีบไสหัวไปให้พ้นๆ จะดีกว่า ยิ่งเร็วยิ่งดี ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นว่าจะมีน้ำยาแก้ไขปัญหาอะไร
สุชาติ โต้กลับว่า ไม่เคยไปวิ่งเต้นให้ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใด ส่วนการได้เป็น รมว.ศึกษาธิการ เนื่องจากมีผู้ใหญ่ชักชวนมา และด้วยความสัตย์จริงได้ศึกษาว่า ชีวิตคืออะไร ดำรงไปเพื่ออะไร
มรสุมลูกต่อมา คือ ความไม่ชัดเจนเรื่อง พ.ร.บ.ปรองดอง จากท่าทีของ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการให้พรรคเพื่อไทยถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ออกจากวาระการประชุมเพื่อปลดล็อกความขัดแย้ง โดยให้ไปทำประชาเสวนาเรื่องการปรองดองก่อนจะเสนอกฎหมาย เพราะหากดึงดันจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้นจนถึงขั้นสงครามกลางเมือง โดยได้พูดคุยกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน สส.พรรคมาตุภูมิ ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีจากผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.สนธิ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต่างมีน้ำเสียงไม่เห็นด้วยกับสมศักดิ์ นั่นหมายความว่า ร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ยังเป็นเงื่อนไขร้อนทันทีที่มีการเปิดประชุมสภาสมัยหน้าเริ่มวันที่ 1 ส.ค.
คลื่นลมสุดท้ายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จะต้องฝ่าจากข้อกล่าวหาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ ต้องจับตาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่จะเริ่มกระบวนการตัดสิน เชิญฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาชี้แจงในวันที่ 56 ก.ค.
ทั้งนี้ รายชื่อพยานของฝ่ายผู้ร้องทั้งหมด 16 ปาก อาทิ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สว.สรรหา วัชรา หงส์ประภัศร อดีต ส.ส.ร.50 ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว.กรุงเทพมหานคร ฯลฯ
ขณะที่พยานฝั่งผู้ถูกร้องมีเพียง 4 ปาก ประกอบด้วย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โภคิน พลกุล สมาชิกพรรคเพื่อไทยและอดีตประธานรัฐสภา พิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดจะหารือในวันที่ 4 ก.ค. ว่าจะอนุญาตจะให้พยานบุคคลคนแต่ละฝ่ายเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะตุลาการฯ ได้ฝ่ายละกี่คน เพื่อที่ศาลจะได้พิจารณาให้พยานปากใดเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะตุลาการฯ
สมฤทธิ์ ไชยวงศ์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าหากการไต่สวนเสร็จและได้ข้อสรุปภายในวันที่ 6 ก.ค. โดยศาลก็อาจจะอ่านคำวินิจฉัยได้ในวันเดียวกัน







