
ค้นหาความรู้-ความจริง 9 ปีไฟใต้
กว่า 9 ปีมาแล้วที่สมรภูมิในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงคุกรุ่น คำถามที่เกิดขึ้น คือ สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้าง
หมายเหตุ : เวทีสาธารณะ “9 ปีความรุนแรงไฟใต้ : อัศจรรย์ความรู้ในแดนเนรมิต?” จัดโดยแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื้อหาน่าสนใจดังนี้
โดย... อาทิตย์ เคนมี
กว่า 9 ปีมาแล้วที่สมรภูมิในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงคุกรุ่น คำถามที่เกิดขึ้น คือ สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้าง ชีวิตและความตายของผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงได้ให้ “บทเรียน” และ “ความรู้” อะไรแก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้
ที่สำคัญ ความรู้ที่ว่านั้นเป็นความรู้ที่จริงที่สุดแล้วหรือไม่?
เมื่อสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ล่วงเลยมาถึง 9 ปี หรือ 101 เดือนของเหตุความไม่สงบ สังคมไทยจะเดินไปในทิศทางใด
ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) เผยข้อเท็จจริงในเชิงสถิติทางวิชาการว่า นับตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค. 2544 ถึงเดือน พ.ค. 2555 เกิดเหตุความรุนแรงแล้วไม่ต่ำกว่า 1.1 หมื่นครั้ง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 1.4 หมื่นคน
เมื่อดูจากเส้นกราฟของจำนวนเหตุการณ์จะพบว่า ช่วงปี 2547-2550 สถิติถือว่าค่อนข้างสูง หลังจากนั้นดูเหมือนว่าจำนวนการเกิดเหตุมีแนวโน้มค่อยๆ คงที่และลดลง เฉลี่ยเหลือเดือนละ 60-100 ครั้ง แต่สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วง คือ จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกลับไม่ได้ลดลงไปจากเดิม ซึ่งสะท้อนได้ว่าความรุนแรงยังคงมีอยู่ และจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องยาวนาน
“ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้จะยืดเยื้อเรื้อรังไปอีกนาน ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั่วโลก” ศรีสมภพ กล่าว
ศรีสมภพ กล่าวว่า ปัญหาชายแดนภาคใต้จะยังไม่สามารถแก้ไขได้ ตราบใดที่ยังเข้าไม่ถึงรากเหง้าแกนกลางของปัญหา คือ เรื่องความแตกต่างทางอัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และศาสนา โดยองค์ประกอบเหล่านี้เกิดปฏิกิริยาขึ้นพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ความยากจน ยาเสพติด
เขากล่าวว่า 9 ปีที่ผ่านมา รัฐได้ทุ่มทรัพยากรและงบประมาณลงไปในพื้นที่รวมแล้วเฉียด 2 แสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณเหล่านี้ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจชายแดนภาคใต้ทรงตัวอยู่ได้ ทว่าการกระจายรายได้ก็ไม่ทั่วถึง เห็นได้จากภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มหดตัวลง ขณะที่ภาคธุรกิจอื่นๆ เติบโตกว่า
ที่สำคัญ การที่รัฐทุ่มเทกองกำลังความมั่นคงลงไปในพื้นที่จำนวนกว่า 1.5 แสนคน ทั้งทหารและตำรวจอาชีพ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน และกองกำลังกึ่งทหาร แต่ผลที่ตามมากลับไม่ทำให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ทางเลือกและทางรอดต่อสถานการณ์ความไม่สงบนี้ ศรีสมภพ สรุปแนวทางไว้ว่า ที่ผ่านมามีหลายภาคส่วนได้นำเสนอรูปแบบการกระจายอำนาจไว้หลายโมเดล แต่ยังอยู่ในขั้นตอนที่ทุกฝ่ายต้องพูดคุยหาข้อสรุปร่วมกัน ขณะเดียวกัน อีกแนวทางหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นความก้าวหน้าของรัฐก็คือ นโยบายของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่เริ่มยอมรับในความแตกต่างของคนในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีการพูดคุยกันในรูปแบบ “สันติสนทนา” (Peace Dialogue)
“การริเริ่มหาทางออกในหลากหลายรูปแบบและขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันระหว่างหลายฝ่าย อาจนำไปสู่ทางออกที่ดีในอนาคตที่ยังพอมองเห็นความหวังได้” ศรีสมภพ กล่าว
ด้าน พ.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช ตัวแทนจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยต่างพูดถึงการก้าวสู่เวทีประชาคมอาเซียน ขณะที่ประตูเข้าสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีอุปสรรค ซึ่งเป็นปัญหาที่ท้าทายให้ทุกฝ่ายต้องมาร่วมกันแก้ไข
พ.อ.ชินวัฒน์ กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีบุคคลหรือองค์กรใดๆ ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ซึ่งต่างกับยุคสงครามเย็น ซ้ำผู้ก่อการยังใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อ เบี่ยงเบนความจริงด้วยการแจกใบปลิวสร้างความสับสนให้คนในและคนนอกพื้นที่ จนนำมาสู่วิวาทะของสังคมไทยที่ถกเถียงกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระดับปัจเจก เป็นการสร้างสถานการณ์ หรือเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่ข้อสงสัยทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงทัศนะ ไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง ทำให้ตีโจทย์ไม่แตก สุดท้ายจึงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
“พื้นที่ชายแดนภาคใต้มีความโดดเด่นในแง่อัตลักษณ์ แต่นโยบายรัฐกลับเป็นการทำลายความแตกต่างเพื่อสร้างความเหมือน จนทำให้เกิดปัญหาตามมา ทั้งที่ความแตกต่างเหล่านี้คือต้นทุนสำคัญของสังคม” พ.อ.ชินวัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม พ.อ.ชินวัฒน์ กล่าวว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหามีอยู่ 3 กลุ่มหลัก คือ ฝ่ายรัฐ ฝ่ายขบวนการ และประชาชนในพื้นที่ แต่ปัญหาที่พบคือ กลุ่มผู้ก่อการมักแฝงตัวอยู่เบื้องหลังประชาชนอย่างลับๆ และน้อยคนนักที่จะเข้าถึงหรือสัมผัสคนกลุ่มนี้ได้ ขณะเดียวกันงานวิจัยทางวิชาการที่ศึกษาถึงกลุ่มขบวนการเหล่านี้ก็มีอยู่อย่างจำกัด
“ทางออก คือ รัฐต้องหาทางกุมสภาพพื้นที่ให้ได้ ต้องได้ใจประชาชน เพื่อให้ขบวนการถูกโดดเดี่ยว ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐเองก็ต้องมีเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน และเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมตรวจสอบได้” พ.อ.ชินวัฒน์ กล่าว
ดนัย มู่สา ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์ความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้และชนต่างวัฒนธรรม สมช. กล่าวว่า นโยบายของ สมช.กำหนดแผนชัดเจนในอีก 3 ปีข้างหน้า คือ การต่อสู้ด้วยวิธีสันติสนทนา และให้น้ำหนักกับงานด้านวิชาการเพื่อค้นคว้าหาข้อเท็จจริง แต่ปัญหาที่พบในทางปฏิบัติ คือ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนไม่รู้ไม่เข้าใจอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ ยิ่งกว่านั้นบางรายยังปฏิบัติสวนทางกับนโยบาย
ดนัย กล่าวว่า ข้อมูลทางวิชาการนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบาย ซึ่งนำไปสู่กรอบการแก้ไขปัญหา 5 แนวทาง คือ 1.การมีส่วนร่วมในนโยบายของทุกภาคส่วน 2.ไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เพราะยิ่งเป็นการเพิ่มความเกลียดชังมากขึ้น 3.การสร้างความสมดุลของอำนาจการปกครองจากส่วนกลางกับระดับพื้นที่ 4.เคารพสิทธิมนุษยชน ยึดหลักนิติรัฐและนิติธรรม และ 5.การบูรณาการกลไกการทำงานของภาครัฐ
“การแก้ปัญหาระยะสั้นจะต้องดูแลความปลอดภัยเป็นหลัก เสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน และสังคมส่วนใหญ่ต้องรับรู้ว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่จะต้องร่วมกันแก้ไข ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวจะต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการศึกษา” ดนัย กล่าว
ด้าน มูฮำหมัดอายุบ ปาทาน สื่อมวลชนอาวุโส ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (ดีปเซาต์วอตช์) กล่าวว่า ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ในสังคมชายแดนภาคใต้ คือ ความเหนียวแน่นของคนกว่า 3 ล้านคนด้วยเชื้อชาติและศาสนา หากปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวก็ย่อมไม่สามารถหาทางออกได้
“โจทย์มีอยู่ว่า หากมีทางเลือกในการแก้ปัญหาแล้ว จะทำอย่างไรให้ผู้คนที่มีความเห็นต่างยอมรับในฉันทามติเดียวกัน และทำอย่างไรให้ภาคประชาสังคมสามารถเปล่งเสียงตะโกนเพื่อบอกถึงความต้องการที่แท้จริงได้ โดยที่พวกเขายังรู้สึกปลอดภัย” มูฮำหมัดอายุบ กล่าว
มูฮำหมัดอายุบ กล่าวว่า กระบวนการที่จะนำไปสู่การสร้างทางเลือกหรือทางรอด จะต้องหนุนเสริมให้ภาคประชาสังคมเข้มแข็งด้วยตัวเองมากขึ้น คนในพื้นที่ต้องกล้าพูด กล้าแสดงความเห็น แต่หากพูดแล้วไม่ปลอดภัยก็ย่อมไม่มีใครกล้าเสี่ยง ฉะนั้นต้องหาพื้นที่สำหรับการพูดคุยเพื่อให้ได้ข้อเสนอจากคนข้างล่าง และเกิดทางเลือกใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา
“ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับนโยบายของ สมช.ที่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันแบบพีซ ไดอะล็อก แต่เกรงว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นไดอะหลอกมาก กว่า เพราะฝ่ายนโยบายกับฝ่ายปฏิบัติต้องทำในทิศทางเดียวกันด้วย และเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาระดับโครงสร้าง โดยที่ไม่พูดคุยกับคนที่ใช้ความรุนแรง” มูฮำหมัดอายุบ กล่าว
เขากล่าวอีกว่า แนวทางการเจรจาที่ผ่านมาเป็นเพียงกระบวนการของกลุ่มอำนาจรัฐเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งล้มเหลวมาโดยตลอด ฉะนั้นต้องส่งเสริมให้คนในพื้นที่ได้แสดงออกอย่างจริงจังและแข่งขันกันนำเสนอ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดี
ทางด้าน ปิยะ กิจถาวร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า อยากเสนอให้มีการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษา เพราะการศึกษาจะทำให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหา และเผยให้เห็นถึงความไม่รู้ของสังคมจนเกิดอคติต่อกัน
ปิยะ กล่าวว่า ระบบการศึกษาของไทยสั่งสมปัญหามาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่มีการศึกษาภาคบังคับให้คนชายแดนภาคใต้ต้องเรียนหนังสือภาษาไทย ซึ่งถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องเลิกวาทกรรมเรื่องการศึกษาสายสามัญกับศาสนา เพราะชายแดนภาคใต้แตกต่างกับทุกพื้นที่ในประเทศไทย
“ความผิดอยู่ที่สังคมไทยที่มีอคติในการจัดการศึกษาตามแบบรัฐไทย และยังมีการกล่าวหาว่าโรงเรียนสอนศาสนาเป็นแหล่งบ่มเพาะขบวนการให้ต่อสู้กับรัฐไทย แต่ไม่เคยถามเลยว่าจริงหรือไม่” ปิยะ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปิยะ กล่าวว่า ระบบการศึกษาที่ทำให้เกิดปัญหาในขณะนี้ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดของรัฐไทย เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันแล้วจึงควรคิดหาทางออกว่า จะทำอย่างไรให้สถานศึกษาที่มีอยู่เป็นทุนเดิมของชาวไทยมุสลิมแปรเปลี่ยนเป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ ไม่ใช่การทำลาย
“การศึกษาและศาสนาจะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนผ่านความขัดแย้งและนำไปสู่สันติภาพได้ในที่สุด” เขากล่าว







