
อุตฯเร่งเครื่องผลิตสถิติสูงสุดรอบ12ปี
ดัชนีผลผลิตอุตฯ เดือน พ.ค. พุ่ง 5.5% กำลังผลิตทะยานแตะ 75.8% ทำสถิติสูงสุดรอบ 12 ปี อานิสงส์ยานยนต์โหมผลิตรถป้อนตลาด
ดัชนีผลผลิตอุตฯ เดือน พ.ค. พุ่ง 5.5% กำลังผลิตทะยานแตะ 75.8% ทำสถิติสูงสุดรอบ 12 ปี อานิสงส์ยานยนต์โหมผลิตรถป้อนตลาด
นายโสภณ ผลประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือน พ.ค. 2555 อยู่ที่ระดับ 187.99 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 178.14 มีอัตราการใช้กำลังการผลิต 75.87% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ 59.9% เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมทยอยปรับตัวดีขึ้นหลังจากวิกฤตน้ำท่วม โดยอุตสาหกรรมยานยนต์เร่งผลิตเพื่อชดเชยความต้องการที่ค้างมาตั้งแต่ช่วงน้ำท่วม ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตสูงสุดในรอบ 12 ปี หรือสูงที่สุดตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2543
ขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยเดือน ม.ค.พ.ค. 2555 มีค่าดัชนีเฉลี่ย 175.43% ขยายตัวลดลง 3.23% ใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 66.31% ซึ่งอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อดัชนี ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เนื่องจากการผลิตยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเต็มที่จากปัญหาอุทกภัย แต่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาส 3-4 และเสื้อผ้าสำเร็จรูป เส้นใยสิ่งทอ เป็นต้น
สำหรับการฟื้นตัวโรงงานอุตสาหกรรมหลังน้ำท่วม โรงงานอุตสาหกรรมทยอยฟื้นตัวเข้าสู่ระดับปกติก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม ซึ่งเป็นไปตามที่ได้ประเมินไว้ รวมถึงยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ฟื้นตัวดีเกินคาด ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และเร่งผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนอุตสาหกรรมอื่นๆ คาดว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงไตรมาส 3 ยกเว้นบางอุตสาหกรรมที่อาจมีปัญหาเรื่องเทคนิคการผลิตเฉพาะ เช่น อิเล็กทรอนิกส์
ขณะที่ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไทยไปตลาดยุโรปในเดือน พ.ค. ยังขยายตัวได้ 9.2% โดยสัดส่วนการส่งออกสินค้าไปยังยุโรปอยู่ที่ 11.01% ตลาดอาเซียนและจีนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากวิกฤตยุโรปจึงยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ อัญมณี และอาหาร เนื่องจากส่งออกยุโรปมาก ส่วนยานยนต์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะขณะนี้การส่งออกรถยนต์ไปยุโรป ไทยยังได้สิทธิทางภาษีที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศด้อยพัฒนา (สิทธิจีเอสพี) ทำให้ไม่ต้องเสียภาษี
ทั้งนี้ เมื่อยุโรปเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอาจจะออกมาตรการเชิงรุกให้คนพยายามใช้สินค้าภายในประเทศ ทำให้ยุโรปอาจจะตัดสิทธิจีเอสพีของไทย หากถูกตัดแล้วจะทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงกว่า และอาจแข่งขันไม่ได้ ซึ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทยมีการผลิตแบบครบวงจร หากได้รับผลกระทบอาจจะส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนด้วย จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังเต็มที่







