
สนิมเนื้อในอันตรายยิ่งกว่าศึกนอก
เป็นไปตามคาดหมายภายหลัง สุชาติธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ถูก สส.ในพรรคเพื่อไทยเรียงคิวถล่มเรียงตัวแบบไม่เห็นหัว
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
เป็นไปตามคาดหมายภายหลัง สุชาติธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ถูก สส.ในพรรคเพื่อไทยเรียงคิวถล่มเรียงตัวแบบไม่เห็นหัว รมว.เสมา 1 อันมีสาเหตุจากการวิเคราะห์ของเจ้าตัวที่ว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะอยู่ไม่ถึงสิ้นปี
ความไม่พอใจจึงเกิดขึ้นไล่มาตั้งแต่ระดับสส.ไปจนถึงหัวหน้าพรรค
ประชา ประสพดี สส.สมุทรปราการ ขาบู๊ประจำพรรคยิงหมัดตรงว่า “รีบไสหัวไปให้พ้นๆ ดีกว่า ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะมีน้ำยาแก้ไขปัญหา...เป็นรัฐมนตรีเข้าพบก็ยาก เงื่อนไขก็เยอะ ยังมีคนในพรรคที่เหมาะสมกว่าเยอะแยะ”
หรือจะเป็น ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ก็ไม่เว้น กระทบกระเทียบว่า “รัฐบาลจะอยู่ 8 ปี แต่ในส่วนการทำหน้าที่ของนายสุชาติมีระยะสั้นหรือไม่ ตรงนี้ไม่แน่”
โดนเข้าไปขนาดนี้อย่าได้แปลกใจหากรัฐมนตรีรายนี้จะถูกขึ้นป้ายเป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เข้าพรรค โทษฐานทำให้ขุ่นเคืองใจนายใหญ่
แน่นอนว่าการออกมาพูดตรงไปตรงมาชนิดที่คนพรรคเพื่อไทยรับไม่ได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรีที่กำลังมีความเคลื่อนไหวกันอยู่อย่างคึกคัก และหนึ่งในตัวเต็งที่จะถูกเด้งพ้น ครม. คือ สุชาติ ธาดาธำรงเวช นั่นเอง
การคืนสนามการเมืองของกลุ่มบ้านเลขที่ 111 เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา และเตรียมผงาดขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีตัวจริงในการปรับ ครม.ที่จะถึงนี้ ทำให้รัฐมนตรีรากฝอยทั้งหลาย ที่ไม่ใช่รากแก้วหยั่งลึกไปถึงดูไบ หรือประเภทเส้นไม่ใหญ่จริง มี สส.ในมือให้ต่อรองน้อย มีโอกาสหลุดเก้าอี้สูง
สมาชิก 111 ที่กำลังกลับมาทวงคืนเก้าอี้เสนาบดีรอบนี้มีหลายต่อหลายคน เช่น พงศ์เทพ เทพกาญจนา หนึ่งในยาสามัญประจำบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ วราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง รวมไปถึง จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาลอดีต รมว.คมนาคม ภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม ฯลฯ
เมื่อมองดูต้นทุนของ รมต.สุชาติ ในเวลานี้กำลังอยู่ในสภาพยากต่อการต้านแรงเสียดทานในพรรคเพื่อที่จะรักษาเก้าอี้ให้อยู่ในมือต่อไป เนื่องจากไม่มี สส.ในซุ้มเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกัน สุชาติ แม้จะมีความรู้ระดับ “ศาสตราจารย์ดอกเตอร์” แต่ก็เป็นจอมยุทธ์ที่เดียวดาย
ก่อนหน้านี้ สุชาติพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับคนเสื้อแดง โดยเข้าไปเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงหลายแห่งในภาคอีสาน โดยเฉพาะ อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี เมืองหลวงสำคัญอีกแห่งของคนเสื้อแดง
ขณะที่บทบาทในพรรค สุชาติเป็นแกนนำที่ทำนโยบาย และคอยตอบชี้แจง ออกสื่อเรื่องนโยบายค่าจ้าง 300 บาท จนเก็งกันว่าจะได้กลับมาเป็น รมว.คลัง อีกครั้งในการฟอร์ม ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 แต่ที่สุดก็ไม่มีชื่อเขาเป็นรัฐมนตรี
จนเขาให้สัมภาษณ์สื่อ ทิ้งคำพูดที่เป็นปริศนาหลายเรื่อง นัยว่าเบื่อหน่ายการเมืองระบบโควตา
“การมีตำแหน่งเพื่อสลับกันเป็น 3 เดือน6 เดือน ทุกคนได้เป็นหมด คุณเป็นอะไร และคุณทำได้หมดทุกคนหรือเปล่า ถ้ามาสลับกันไปเรื่อยๆ แบบนั้นเป็นเรื่องเพื่อเป็นเกียรติให้ตัวเอง” (โพสต์ทูเดย์ 21 ส.ค. 2553)
ในที่สุดการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 ช่วงต้นปีที่ผ่านมา สุชาติก็ได้รับแต่งตั้งเป็น รมว.ศึกษาธิการ กระทรวงเกรดเอที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดของประเทศในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 4.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 19.2% ของวงเงินงบประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งในพรรครับรู้กันว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นการเยียวยาขุนพลพรรคที่ร่างนโยบาย ที่ตกหล่นไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ซึ่งก็มีอีกหลายคนประเภทเดียวกับสุชาติ ที่พรรคได้ตั้งรัฐมนตรี อาทิ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค เป็น รมว.คมนาคม
เป็นการรักษาน้ำใจบุคลากรของพรรคไม่ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมทำดีถึงไม่ได้ดี ทว่า เมื่อผ่านมาครึ่งปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขสมบัติผลัดกันชมที่ต้องหมุนเปลี่ยนเก้าอี้ทุกๆ 6 เดือน สำหรับคนที่ไม่มีกลุ่ม สุชาติก็เข้าข่ายถูกปรับ
สำหรับสุชาติถึงแม้จะเป็นขวัญใจเสื้อแดง แต่ก็หาใช่มีมวลชนเสื้อแดงเป็นเนื้อเป็นหนังเหมือนแกนนำ นปช. เพราะดั้งเดิมเขาไม่ได้เติบโตมาจาก นปช.มาก่อน ถึงแม้ในการปราศรัยแต่ละครั้ง สุชาติจะเข้มข้นกับการพูดถึงเรื่องไพร่ อำมาตย์ ขุนนาง แต่สุชาติก็เป็นเพียงแนวร่วม ไม่มีกำลังในมือ นี่จึงทำให้เขาต้องเข้า “ชมรม”คนอกหัก” และผิดหวังกับชะตากรรมการเมืองที่ต้องช่วงชิงอำนาจกันในพรรค
เมื่อสุชาติออกมาดับเครื่อง ทิ้งบอมบ์ ทำให้ผู้ใหญ่ในพรรคออกอาการฉุนขาด จน สส.พรรคเพื่อไทยเรียงหน้าถล่มต่อเนื่องทุกวัน
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะปวดหัวกับการปรับ ครม.ที่จะมีขึ้น กับปัญหาคลื่นใต้น้ำกรณี รมว.ศึกษาธิการ เท่านั้น
อย่าลืมว่าการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 มีหลายก๊กในพรรคต่างต้องการได้รับเกียรติให้เป็นรัฐมนตรีอยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง ส่งสัญญาณกดดันมายังพรรคเพื่อไทยอย่างหนักเพื่ออุ้มให้ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดงนั่งคุมบางกระทรวง เป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้ต้องถูกดำเนินคดีที่กำลังมีอยู่ในระหว่างนี้ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญขอให้ศาลอาญาถอนประกันตัวจตุพรในคดีก่อการร้าย
ความหนักใจของพรรคเพื่อไทยกำลังมาเยือนอีกครั้ง เพราะเสื้อแดงคือมวลชนสำคัญที่สนับสนุนพรรคให้เป็นรัฐบาล จะทิ้งก็ไม่ได้ จะอุ้มก็ลำบาก ประกอบกับฝ่ายการเมืองในพรรคไม่ต้องการให้เสื้อแดงโตคับพรรคไปมากกว่านี้
ปฏิบัติการทวงสัญญาใจย่อมสร้างความปวดหัวให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แน่นอน โดยใช้คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเคยสัญญากับแกนนำเสื้อแดงรายนี้แบบออกอากาศมาแล้วว่าจะต้องได้รับการตอบแทนอย่างดีที่สุด มาเป็นปัจจัยต่อรอง
และถ้าจตุพรไม่ได้เป็นรัฐมนตรี อะไรจะเกิดขึ้น!!!!
กรณีสุชาติอาจจิ๊บๆ ถ้าเทียบกับเสื้อแดงที่มีอิทธิพลต่อพรรค ถ้าทุบโต๊ะแล้วคำไหนต้องคำนั้น
ฉายภาพความขัดแย้งของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ได้เริ่มส่งสัญญาณปะทุให้เห็นแล้ว สถานการณ์เวลานี้ไม่ต่างอะไรกับภาวะ “ยามศึกเรารบยามสงบเรารบกันเอง”
เห็นแบบนี้แล้วบางทีคำทำนายของ รมว.ศึกษาธิการ อาจเป็นจริงก็ได้ ใครจะไปรู้!!
ศึกนอกที่วิเคราะห์เป็นฉากๆ ว่า รัฐบาลจะเจอมรสุมมากมาย อาจไม่สำคัญเท่าศึกในจากสนิมเนื้อในที่กัดกร่อนในขณะนี้







