
ข้อจำกัดของมอนติ
บทบรรณาธิการสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำอิตาลีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
บทบรรณาธิการสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำอิตาลีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ของ มาริโอ มอนติ แม้ในตอนแรกหลายฝ่ายจะตั้งความหวังว่า มอนติ ผู้ซึ่งเป็นนักวิชาการและอดีตสมาชิกกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อีซี) จะสามารถเข้ามาแทนที่ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาว พร้อมกับช่วยนำพาประเทศให้ก้าวพ้นไปจากสภาพวังวนทางการเมืองแบบเดิมๆ ที่นำประเทศไปสู่วิกฤตหนี้ได้
ทว่าอีก 7 เดือนต่อมากระแสความคาดหวังก็จางหายไปมาก หลังจากที่มอนติประสบความล้มเหลวในการผลักดันและแก้ไขปัญหาดั่งที่หลายฝ่ายคาดหวังไว้เมื่อครั้งเริ่มเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ โดยเห็นได้จากคะแนนสำรวจความนิยมที่ลดลง จากเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ย. ถึง 70%
แต่ทว่าในมุมมองของบลูมเบิร์กเห็นว่า ผลที่ออกมาเป็นเรื่องทางการเมืองมากกว่า เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่นักวิชาการซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและเข้ามาบริหารประเทศ จะไม่สันทัดในทางการเมืองเหมือนนักการเมืองมืออาชีพ
อีกทั้งสื่อชื่อดังก็แสดงความเห็นใจมอนติ โดยระบุว่าเป็นเรื่องโชคร้ายมากเมื่อต้องเข้ามาบริหารต่อจากรัฐบาลชุดก่อน พร้อมกับภาระหนี้สินสูงถึง 120% ต่อจีดีพี
ดังนั้น วิธีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระและความกดดันของมอนติลงได้คือการที่อียูยอมผ่อนปรนกฎ ด้วยการอนุญาตให้กองทุนรักษาเสถียรภาพถาวรยุโรป (อีเอสเอ็ม) เข้าซื้อพันธบัตรรัฐอิตาลีได้โดยตรง เพราะปัญหาที่อิตาลีเผชิญอยู่เป็นปัญหาความเชื่อมั่น
ถึงกระนั้น แม้ว่าอียูจะยอมผ่อนปรนและช่วยเหลือแล้ว แต่มอนติก็ยังต้องเจอกับอุปสรรคจากการคัดค้านของเหล่าบรรดานักการเมือง โดยเฉพาะการออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจอยู่อีกมาก
ฉะนั้นแล้ว มอนติควรแน่วแน่ในการผลักดันการปฏิรูปต่อไป เพราะท่ามกลางสภาวะการเมืองอิตาลีที่แบ่งออกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า การบริหารประเทศภายใต้การนำของบุคคลที่ไม่ได้มาจากนักการเมืองจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ







