
ดับไฟในก่อนไปดับไฟนอก
...คุณสลิล
ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว วันนี้ไฟภายนอก คือ ความวุ่นวายภายนอกก็เพิ่มทวีมากขึ้น เมื่อไฟภายนอกเกิดขึ้นคนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจ พยายามที่จะดับไฟไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพราะกลัวผลร้ายที่จะเกิดขึ้นกระทบต่อตนต่อสังคม หากแต่ไฟภายในคือกิเลส คือ ความชั่วที่เกิดในใจของเราเอง มักไม่ค่อยมีใครใส่ใจ ความจริงแล้วถ้าเรามาใส่ใจดับไฟภายในของแต่ละคนแล้ว ไฟภายนอกก็จะบรรเทาได้ จะค่อยๆ ดับได้ด้วย เราได้คุยกันค้างไว้ถึงเรื่องของสิ่งที่กั้นขวางความดี ไม่ให้เกิดขึ้นในใจเรา ทำให้ใจเรามืดมัวด้วยกิเลส ที่ชื่อว่า
“นิวรณ์” ซึ่งมีอยู่ 5 ประเภท คือ กามฉันทะ พยาบาทะ ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา และได้พูดถึงนิวรณ์ 2 ข้อแรกไปแล้วพอสมควรเมื่อมีนิวรณ์ ก็กั้นไม่ให้ความดีเกิดขึ้น ดังนั้นวันนี้ MQ อยากนำเรื่องธรรมะที่ใช้ประหารนิวรณ์มาคุยกัน เพราะเมื่อมีนิวรณ์เกิดขึ้นในใจแล้ว นอกจากจะคิดไม่ดี เรายังสามารถทำและพูดไม่ดีได้อีกด้วย เมื่อความไม่ดีหรือนิวรณ์เกิดในคนหนึ่งๆ แล้ว ก็สามารถจะกระตุ้นให้นิวรณ์ให้กิเลสของอีกคนหนึ่งเกิดขึ้นได้ด้วย ดังนั้น มาดูกันดีกว่าว่า นิวรณ์แต่ละตัวโดยสรุปแล้วจะแก้โดยอะไร
กามฉันทะนิวรณ์ คือ ความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นต้น ประหารได้โดยการเจริญอสุภสัญญา เช่น เพ่งอสุภกัมมัฏฐาน 10 ซึ่งเป็นสิ่งไม่งาม โดยการสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ โดยการรู้ประมาณในการกินอยู่ โดยการมีกัลยาณมิตร คือ มีเพื่อนเป็นคนดี โดยธัมมสากัจฉา คือ การสนทนา ปรึกษาไต่ถามธรรมะถึงคุณของศีลและธรรม
พยาบาทนิวรณ์ คือ การปองร้าย ผูกโกรธ จองล้างจองผลาญกัน ประหารได้โดยการศึกษาเรื่องเมตตาภาวนา การเจริญเมตตาภาวนา การพิจารณาว่าทุกคนล้วนเป็นไปตามกรรม ล้วนมีกรรมเป็นของตน และการตั้งมั่นอยู่ในการพิจารณานั้น การมีมิตรที่เป็นคนดี เป็นผู้มีเมตตา การสนทนาธรรม สอบถามเกี่ยวกับธรรมที่ประกอบด้วยเมตตา
ถีนมิทธนิวรณ์ คือ ความหดหู ง่วงซึม ประหารด้วยการรู้จักประมาณในการทานอาหาร การเปลี่ยนอิริยาบถ การพิจารณากสิณแสงสว่าง การอาศัยที่ที่มีอากาศปลอดโปร่งสว่าง มีมิตรที่ดีช่วยประหารถีนมิทธะ การสอบถามถึงธรรมที่สมควร เช่น ธุดงค์ 13 ประการ
อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ คือ ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ ประหารโดยความเป็นผู้ฟังมาก คือ เป็นพหูสูตร การถามที่ควร ไม่ควร ความฉลาดในพระวินัย การอาศัยต่อผู้ใหญ่ การมีมิตรที่ดีรู้พระวินัย การสนทนาไต่ถามที่เกี่ยวกับควรหรือไม่ควร และสมาธิในการเห็นและการฟัง เป็นต้น
วิจิกิจฉานิวรณ์ คือ ความลังเลสงสัย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระรัตนตรัย เกี่ยวกับกรรม เป็นต้น ประหารด้วยความเป็นผู้ฟังมาก คือ เป็นพหูสูตร การถามเกี่ยวกับพระรัตนตรัย การมีศรัทธาในพระรัตนตรัย การมีมิตรที่ดีที่มีศรัทธา ความฉลาดในพระวินัย การสนทนาไต่ถามที่เกี่ยวกับสมควร และเกี่ยวกับพระรัตนตรัย
จะเห็นได้ว่าตอนนี้ พยาบาทนิวรณ์กำลังเกิดในใจของหลายท่าน จนแผ่ไปภายนอก และติดต่อกันด้วย เพราะโดยการพูดและการกระทำของเราย่อมไปกระทบผู้อื่น ทำให้เขาคล้อยตามบ้าง ให้เขาไม่พอใจบ้าง ถ้าจะนำหลักธรรมมาแก้ไขแล้ว ก็ต้องแก้ที่เราก่อน ดับพยาบาทในใจ โดยการเจริญเมตตา ควรรักผู้อื่น เข้าใจว่าเราก็รักสุขเกลียดทุกข์ คนอื่นก็เช่นกัน ดังนั้น จึงไม่กระทำการที่เป็นทำนอง
“เกลือจิ้มเกลือ” หรือ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” แม้บางครั้งเราอาจถูกผู้อื่นทำร้ายก่อนก็ตาม นั่นก็เพราะต้องมีการพิจารณาเรื่องกรรม และผลของกรรม เพราะเราทุกคนมีกรรม กระทำกรรมไว้ ไม่ชาตินี้ก็ชาติก่อนๆ การที่คนอื่นทำร้ายเราได้นั้น ย่อมเป็นเพราะเราได้กระทำกรรมชั่วไว้ แล้วผลกรรมตามทัน แต่หากเราไม่ได้กระทำชั่วจริงๆ ในเรื่องนั้นๆ แต่ถูกใส่ความก็ยังเป็นเพราะผลกรรมเก่าของเรานั่นเอง พระพุทธเจ้ายังทรงเคยถูกใส่ร้าย แต่พระองค์ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความรุนแรง เมื่อผลกรรมหมดความจริงย่อมกระจ่างเอง แต่ผู้ที่กระทำผิดต่อเราต่างหากย่อมได้รับผลกรรมที่เขามีเจตนาไม่ดีกระทำขึ้น ดังนั้นเมื่อคิดได้ดังนี้ ย่อมไม่เกิดพยาบาทต่อผู้ที่ทำร้ายเรา ไม่ว่าด้วยเหตุที่ควร หรือไม่สมควร เพราะเข้าใจในเรื่องของกรรม อย่าลืมว่าถ้าผู้นั้นไม่มีกรรมไม่เคยทำกรรมไว้ ผลของกรรมย่อมไม่อาจส่งให้เขาได้ เพราะกฎแห่งธรรมชาตินั้นยุติธรรมที่สุดอย่างไรก็ตาม การที่เราอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นเหล่านั้น ก็ควรร่วมกันเจริญเมตตา ไม่ใช่ทำตัวเป็นคนพาล ยุให้ตีกันให้แตกกัน หรือให้เขาตอบโต้ทำร้ายกลับ แม้จะด้วย
“ความหวังดี” หรือด้วย “เหตุผลแบบทางโลก” ก็ตาม เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง มิฉะนั้น สังคมพุทธคงต้องเปลี่ยนศีล เช่น ศีลข้อหนึ่งคงต้องมีหมายเหตุว่า ให้ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ยกเว้น ถ้าเขาจะฆ่าเราก่อนให้ฆ่าได้ หรือถ้าเขาทำร้ายเพื่อนเราก่อน ฆ่าได้ ไม่บาปแบบนี้หรือ? ท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าไม่ใช่ เวลาเช่นนี้ เราควรเจริญเมตตาในผู้อื่นให้มากๆ เพราะนั่นเป็นบุญกุศล ย่อมนำมาซึ่งความสุข ท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ... เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ... มิใช่หรือบทความนี้เป็นข้อคิดเห็นอิงหลักธรรมะ ท่านสามารถส่งคำถาม หรือข้อติชม ทาง email มาได้ที่ [email protected]







