
พลิกปูมไทยไล่ฐานทัพอเมริกา
ก้าวย่างของสหรัฐที่กำลังรุกคืบเข้ามาขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภารอบนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายาม
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ก้าวย่างของสหรัฐที่กำลังรุกคืบเข้ามาขอใช้พื้นที่สนามบินอู่ตะเภารอบนี้ ถูกมองว่าเป็นความพยายามขยายแสนยานุภาพของชาติมหาอำนาจเพื่อต่อกรกับ “จีน” ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดขึ้นมาหายใจรดต้นคอสหรัฐเวลานี้
วอชิงตันโพสต์ สื่อยักษ์ใหญ่สหรัฐ ได้ตอกย้ำความเชื่อนี้ โดยเผยแพร่บทความเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ว่า สหรัฐกำลังฟื้นการตั้งฐานทัพชั่วคราวในอาเซียนเพื่อถ่วงดุลจีน หนึ่งในนั้นคือ สนามบินอู่ตะเภา
บทความระบุตอนหนึ่งว่า “เป็นที่ชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐในขณะนี้กำลังปรับปรุงด้านยุทธศาสตร์ของตนครั้งใหญ่ ด้วยการหันมาให้ความสำคัญกับเอเชียมากขึ้น หวังสกัดกั้นบทบาทและอิทธิพลที่เพิ่มสูงขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีนในภูมิภาค และดูเหมือนความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลวอชิงตันและกองทัพสหรัฐที่กำลังเตรียมหวนคืนสู่สนามบินอู่ตะเภาในประเทศไทย หลังเคยใช้เป็นฐานสำคัญในช่วงสงครามเวียดนาม ดูจะเป็นท่าทีที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐ โดยที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมสหรัฐได้หารืออย่างเข้มข้นกับทางการไทยถึงความเป็นไปได้ในการขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางด้านการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ยามเกิดภัยพิบัติขึ้นในภูมิภาค โดยพยายามหยิบยกเหตุผลด้านความเหมาะสมของสนามบินเก่าแก่แห่งนี้ที่สหรัฐเป็นผู้สร้างขึ้น”
บทวิเคราะห์ของวอชิงตันโพสต์ ทำให้เหตุผล 2 ข้อ ที่กองทัพสหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติในภูมิภาค (เอชเอดีอาร์) และการติดต่อจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) เพื่อขอใช้พื้นที่สำรวจชั้นบรรยากาศ ชวนเคลือบแคลงมากขึ้น
เมื่อท่าทีจากรัฐบาลที่รวบรัดไม่นำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาขออนุมัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรค 2 อ้างว่าไม่เข้าข่าย ยิ่งกระตุ้นให้คนสงสัยว่าเบื้องหลังรายละเอียดที่รัฐบาลไม่อาจนำมาเปิดเผยได้นั้นหมกเม็ดอะไรไว้บ้าง
โดยเฉพาะกับเหตุผลเรื่องสำรวจชั้นบรรยากาศ ซึ่งคนในรัฐบาลยืนยันว่าเป็นเรื่องความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับ “การทหาร” แต่ไม่อาจสร้างความมั่นใจได้ว่าการสำรวจดังกล่าวจะเปิดประตูให้สหรัฐเข้ามาสอดส่องดูความมั่นคงทางการทหารในภูมิภาคนี้ด้วยหรือไม่ จนต้องกระตุกขารัฐบาลไม่ให้ผลีผลามทำอะไรที่อาจกระทบความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยจีน
ต้องยอมรับว่า การใช้พื้นที่ประเทศไทยเป็นฐานทัพของสหรัฐนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยุคสหรัฐเปิดฉากต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ไหลบ่ามาเป็น “โดมิโน” ไทยกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของสหรัฐที่จะหยุดยั้งการขยายตัวของคอมมิวนิสต์
หลังการเข้าสู่อำนาจเบ็ดเสร็จของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ด้วยการยึดอำนาจจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไทยกลายเป็นพันธมิตรแนวหน้าร่วมต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐ โดยมีการสร้างฐานทัพในประเทศไทยหลายพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการขนส่ง ปฏิบัติการด้านข่าวกรอง และระบบเตือนภัย รวมทั้งเป็นฐานสำหรับเครื่องบินขับไล่สู้รบทางอากาศและเครื่องบินทิ้งระเบิด โดยรับการตอบแทนเป็นเงินช่วยเหลือและผลประโยชน์อื่นๆ
ในปี 2516 สหรัฐมีฐานทัพในประเทศไทย 12 แห่ง ได้แก่ 1.อู่ตะเภา จ.ระยอง 2.ตาคลี จ.นครสวรรค์ 3. อุบลราชธานี 4. อุดรธานี 5. นครพนม 5.น้ำพอง จ.ขอนแก่น 6.สัตหีบ จ.ชลบุรี 7. ลพบุรี 8.เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร 9. นครราชสีมา 10. กาญจนบุรี 11.ศูนย์บัญชาการใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ 12.หน่วยจัสแม็ก
โดยฐานทัพที่ จ.อุดรธานี ถือเป็นกองบัญชาการกองทัพอากาศสหรัฐประจำประเทศไทย ถูกสร้างขึ้นในปี 2507 สถานีเรดาร์ที่ค่ายรามสูร จ.อุดรธานี มีเครื่องมือสื่อสารและการข่าวที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และใหญ่เป็นอันดับสองของโลกขณะนั้น ทุกอย่างในค่ายเป็นความลับสุดยอด โดยเจ้าหน้าที่ของไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณดังกล่าว
ภาพรวมเวลานั้น มีเครื่องบินสหรัฐประจำในไทยถึง 550 ลำ เพื่อใช้ในการทิ้งระเบิดในลาว เขมร และเวียดนาม และมีทหารอเมริกันที่ประจำอยู่ในไทยนับแสนคน ส่วนหน่วยจัสแม็กในไทยก็มีหน้าที่โดยตรงในการส่งกำลังบำรุงให้ทหารอเมริกันในเวียดนาม ขณะที่ทหารไทยจำนวนหนึ่งถูกเกณฑ์ร่วมทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกับรัฐบาลสหรัฐ
ความสัมพันธ์เวลานั้น นอกจากสหรัฐจะขายอาวุธให้กับกองทัพไทยแล้ว บริษัทข้ามชาติในสหรัฐยังเข้ามามีส่วนครอบงำเศรษฐกิจไทย ตั้งแต่น้ำอัดลมไปจนถึงยางรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งยังครอบครองตลาดน้ำมัน ดีบุก แร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้านำเข้าส่งออกที่สำคัญของไทย
ชนวนสำคัญที่เริ่มทำให้เกิดการลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐคือ การที่ฐานทัพอเมริกาได้รับสิทธิสภาพ นอกอาณาเขตเหนือดินแดนไทย และใช้กฎอัยการศึก ประหารชีวิต เทพ แก่นกล้า ซึ่งมีความผิดในข้อหายิงทหารอเมริกันเสียชีวิต โดยไม่ผ่านการพิจารณาของศาลไทย
เหตุการณ์ครั้งนั้นนำมาสู่การต่อสู้เพื่อเอกราชสมบูรณ์ โดยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 ขบวนการนักศึกษาเริ่มออกมาต่อต้านให้สหรัฐถอนทหารและฐานทัพออกจากประเทศไทย รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการนโยบายด้านการต่างประเทศเป็นอิสระ ยกเลิกสิทธิพิเศษให้สหรัฐ
จนมาถึงฟางเส้นสุดท้ายเมื่อเรือสินค้าของสหรัฐถูกเขมรแดงยึด รัฐบาลสหรัฐได้ลอบส่งนาวิกโยธิน 1,000 คน เข้ามาที่ฐานทัพอู่ตะเภาโดยไม่แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบ รวมทั้งใช้ปฏิบัติการจากประเทศไทยโจมตีกองเรือของกัมพูชา บีบให้คืนเรือดังกล่าว
ขบวนการนักศึกษาได้นัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 17 พ.ค. 2518 เพื่อประท้วงสหรัฐ และเดินขบวนประท้วงจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปที่หน้าสถานทูตสหรัฐที่ถนนวิทยุ และชุมนุมต่อเนื่อง 3 วัน จนรัฐบาลไทยออกแถลงการณ์คัดค้านที่สหรัฐละเมิดอธิปไตย ดำเนินการอันไม่เป็นมิตรและเรียกตัวทูตไทยประจำสหรัฐกลับประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลสหรัฐยอมแสดงความเสียใจกับรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ
จนมาถึงวันที่ 20 มี.ค. 2519 ซึ่งเป็นเส้นตายที่รัฐบาลไทยเรียกร้องให้สหรัฐถอนฐานทัพออกจากประเทศไทย นักศึกษาและประชาชนได้ออกมาต่อต้านเป็นระยะ แต่รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยืดกำหนดให้ฝ่ายสหรัฐอีก 4 เดือน จนนักศึกษาได้เดินขบวนครั้งใหญ่ที่สนามหลวงไปยังสถานทูตสหรัฐในวันที่ 21 มี.ค. ทว่าเกิดเหตุคนร้ายโยนระเบิดใส่ขบวนแถวของประชาชนบริเวณโรงภาพยนตร์สยามจนมีผู้เสียชีวิต 4 คน แต่ขบวนของนักศึกษายังเคลื่อนต่อไปจนถึงหน้าสถานทูตสหรัฐ
การเคลื่อนไหวต่อต้านยังคงดำเนินต่อไปจนสุดท้ายสหรัฐก็ถอนทหารและฐานทัพทั้งหมดออกไปจากประเทศไทยในที่สุด
จากเหตุไล่ฐานทัพสหรัฐวันนั้น จนถึงนาซาวันนี้ แม้จะมีบริบทที่แตกต่างกัน แต่ล่าสุดมีแนวโน้มว่า นาซาได้โบกมือลา เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่นำเรื่องมาขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภาตามมาตรา 190 ไม่ทันการณ์ที่นาซาขีดเส้นจะสำรวจสภาพอากาศในเดือน ก.ค.นี้







