
จับสัญญาณอันตรายตลาดเกิดใหม่ ทุนไหลออกฉุดเศรษฐกิจเสี่ยง
ต้องยอมรับว่า ความหวังหนึ่งเดียวของนักลงทุนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังชะลอตัวและซบเซาอย่างรุนแรง
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ต้องยอมรับว่า ความหวังหนึ่งเดียวของนักลงทุนท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังชะลอตัวและซบเซาอย่างรุนแรง ซึ่งมีเหตุส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรปคือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะ 4 ชาติ บริก ที่ประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน
เพราะประเทศเหล่านี้มีเศรษฐกิจที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นว่ายังเติบโตต่อไปได้ พร้อมด้วยตัวเสริมสร้างโอกาสอย่างอัตราเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่มาก และปริมาณหนี้ของรัฐบาลที่อยู่ในอัตราต่ำ ซึ่งทั้งสองปัจจัยช่วยให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นจนกล้าที่จะนำเงินมาลงทุน
อย่างไรก็ตาม เหล่าประเทศซึ่งเป็นแสงแห่งความหวังอันเรืองรองของนักลงทุนกำลังริบหรี่อับแสงลงอยู่ทุกขณะ โดยมีหลักฐานของสัญญาณอันตรายบ่งชี้ให้เห็นได้เด่นชัดจากสองประเด็นหลัก คือ ปริมาณการไหลออกของเงินทุน และการอ่อนค่าของค่าเงิน
ทั้งนี้ บรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาซึ่งนำโดยบริก ได้รับความสนใจจากเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ในช่วงที่เกิดเกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2550-2552 เนื่องจากผลงานอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 7.5% ก่อนลดลงมาเหลือ 6.2% ในช่วงวิกฤตหนี้ยุโรป ระหว่างปี 2553-2554
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ท่ามกลางวิกฤตรุมเร้าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นี้ได้แสดงให้เห็นศักยภาพอันยอดเยี่ยมที่จะหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการเติบโตมีการค้าขายอย่างคึกคัก
ดังนั้น หากนักลงทุนจะหวังพึ่งพาอาศัยเพื่อหาหนทางรอดอีกครั้ง ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนวางใจในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหมดเช่นกัน
หลักฐานยืนยันคือปริมาณเงินลงทุนที่ควรจะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย อเมริกาใต้ หรือยุโรปตะวันออก ล้วนไหลออกสวนทางกับสถานการณ์ที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้ชัด
ล่าสุด สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ได้ออกมาประเมินตัวเลขคร่าวๆ ว่า ปริมาณบรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรปและสหรัฐแห่ถอนเงินออกจากละตินอเมริกา และแถบยุโรปตะวันออกตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2554 นั้น มีมูลค่าสูงถึง 1.9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.89 ล้านล้านบาท)
เป็นจำนวนเงินที่นักเศรษฐศาสตร์ลงความเห็นว่ามากพอสำหรับการลงทุนในโครงการอภิมหาโปรเจกต์ใหญ่ และยังจะส่งผลกระเทือนต่อปริมาณความต้องการสินค้าบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในอนาคต
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า แทนที่นักลงทุนจะหอบเงินมาลงทุนให้มีเงินหมุนเวียนในภูมิภาคเพื่อให้เศรษฐกิจคึกคัก เงินทุนที่ควรจะมีกลับเหือดหายเสมือนหนึ่งว่า นักลงทุนกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
แน่นอนว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งย่อมมาจากวิกฤตหนี้ยุโรปที่ทำให้นักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่าการลงทุน ซึ่งจะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
แต่ทว่าสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีของยุโรปก็ส่งผลต่อการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ใช้การส่งออกเป็นแรงผลักดันสำคัญ และแม้จะพยายามกระตุ้นกำลังการบริโภคภายในประเทศและละแวกใกล้เคียง แต่ท้ายที่สุดยุโรปรวมถึงสหรัฐก็ยังเป็นตลาดส่งออกสินค้าที่สำคัญ
ดังนั้น เมื่อตลาดสองฝั่งจากฟากตะวันตกฟุบ บรรดาภูมิภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่จึงไม่มีทางเลี่ยงนอกจากฟุบตาม เพราะไม่ได้เติบโตด้วยลำแข้งตนเอง ดังนั้นนักลงทุนจึงอดไม่ได้ที่จะหวาดผวา
นอกจากนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่สู้ดียังส่งผลให้ปริมาณความต้องการสินค้า ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตและเป็นหัวใจสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น น้ำมันของรัสเซีย ลดลงจนน่าใจหาย
ยิ่งเมื่อประกอบกับการที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศหลายแห่งออกมาปรับลดการคาดการณ์จีดีพี ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่ใช่หนทางแห่งโอกาสที่จะช่วยให้รอดได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ บาร์คเลย์ แคปปิตอล ได้ปรับลดการคาดการณ์จีดีพีของตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่เรียบร้อยแล้ว โดยหั่นลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าอีก 0.2% เป็น 5.6% ในปีนี้ และเหลือ 6.2% ในปีหน้า ขณะที่เครดิต สวิส หมดหวังมากกว่านั้น โดยตัดลดการคาดการณ์จีดีพีลงมากถึง 0.4% ทั้งในปี 2555 และปี 2556 เหลือ 5.1% และ 5.6% ตามลำดับ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยอันตรายที่ส่งสัญญาณออกมาก็คือค่าเงินที่อ่อนค่าจนเห็นได้ชัดของเหล่าประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ขนาดใหญ่อย่างบริก
รายงานจากบลูมเบิร์ก เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ระบุว่า ค่าเงินรูเบิล รัสเซีย เงินเรียล บราซิล และเงินรูปี อินเดีย อ่อนค่าลงมากที่สุดเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี ขณะที่เงินหยวน จีน ลดค่าลงมากที่สุดนับตั้งแต่การอ่อนค่าของค่าเงินหยวนครั้งใหญ่ในปี 2537 โดยนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดการณ์กันว่าค่าเงินของประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่เหล่านี้ น่าจะลดลงไปได้อีกอย่างน้อย 15% ภายในสิ้นปีนี้
แม้ว่าค่าเงินที่อ่อนลงจะส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้า ซึ่งถือเป็นเสาหลักเศรษฐกิจสำคัญของกลุ่มประเทศบริก และช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เนื่องจากทำให้สินค้ามีราคาถูก
แต่การกระทำดังกล่าวนอกจากจะส่งผลร้ายต่อการฟื้นตัวของมหาอำนาจอย่างสหรัฐและประเทศเศรษฐกิจ (เคย) แกร่งอย่างญี่ปุ่นในระยะยาวซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมแล้ว ยังส่งผลต่อการระดมเงินทุนของประเทศนั้นๆ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินมีส่วนสำคัญในการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ดังนั้นเมื่อค่าเงินอ่อนนักลงทุนจึงไม่ต้องการเสี่ยงทำให้ปริมาณความต้องการลดลงฮวบฮาบ เพราะไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน
สุดท้ายภาระหนักจึงตกอยู่กับรัฐบาลที่จะต้องหาแรงจูงใจให้นักลงทุนมาซื้อ หรือคือการขึ้นอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 4 เดือนของจีนในขณะนี้พุ่งสูงถึง 5.35% เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. จาก 4.82% ในช่วงปลายเดือน มี.ค.
ยิ่งเมื่อบวกกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้ารอบด้าน ทำให้นักลงทุนควานหาสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อการลงทุน ก็ยิ่งทำให้ค่าเงินในแถบประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หมดความน่าสนใจทันที โดยยังไม่นับรวมปัจจัยด้านการเมืองภายในของแต่ละประเทศที่จะมีผลต่อการบังคับใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง
บทสรุปจึงกลายมาเป็นคำเตือนสำคัญสำหรับนักลงทุนอีกหลายๆ คน ในหลายๆ ประเทศที่ยังคงมองโลกในแง่ดี ซึ่งหวังว่า เศรษฐกิจเกิดใหม่จะเป็นฮีโร่ผู้ช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของโลกอีกครั้งว่า จงอย่าคาดหวังมากเกินไป
เพราะแม้ประเทศเหล่านี้จะไม่เสี่ยงจากภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลกถึงขั้นชีวิต แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะฉุดเศรษฐกิจทั้งหมดขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน!







