
โลกส่ายหน้า'โอเปอเรชัน ทวิสต์'ไม่ช่วยฟื้นศก.-แค่ซื้อเวลาชั่วคราว
เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายฝ่าย สำหรับผลการประชุมประจำเดือนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เป็นไปตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์หลายฝ่าย สำหรับผลการประชุมประจำเดือนของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด ประกาศย้ำชัดเจนว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำระหว่าง 0-2.5% พร้อมๆ กับยืดอายุปฏิบัติการ “โอเปอเรชัน ทวิสต์” จนถึงสิ้นปีนี้
เพราะความหวังว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในปีนี้เริ่มเลือนรางริบหรี่ลงทุกที โดยมีหลักฐานยืนยันเด่นชัด ทั้งตัวเลขการจ้างงานที่เริ่มชะลอตัวช้าลงสวนทางกับจำนวนผู้ที่มาเข้าแถวลงทะเบียนว่างงานกับทางรัฐบาลที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น กับตัวเลขผลผลิตอุตสาหกรรมที่ไม่กระเตื้องน้อยกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า
ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างพากันคาดการณ์แนวโน้มการว่างงานไว้ว่าน่าจะคงอยู่ที่ระดับ 8% ในปีนี้ สอดคล้องกับตัวเลขที่เฟดคาดการณ์ไว้ที่ 8.2% โดยเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 8% แถมตัวเลขการว่างงานดังกล่าวจะกินระยะเวลายาวนานไปจนถึงปี 2556
ด้านตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมล่าสุด ซึ่งเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวจนน่าผิดหวัง โดยลดลงจาก 5.2% ในเดือน เม.ย. เหลือเพียง 4.7% ในเดือน พ.ค. ทำให้บรรดานักวิเคราะห์อดคาดการณ์ไม่ได้ว่าตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐน่าจะมีแนวโน้มดิ่งลงอีกมากกว่าปัจจุบัน เพราะยอดสั่งซื้อสินค้าและบริการจากทั้งยุโรปและเอเชียเริ่มลดลงเช่นเดียวกันกับกำลังการบริโภคภายในประเทศ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความวิตกกังวลต่อปัญหาหนี้ในยุโรป
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ปัญหาหนี้สาธารณะยุโรปที่ยังคงไร้ทางออก และนับวันก็ยิ่งซับซ้อน รุนแรง ตลอดจนขยายวงกว้างมากขึ้น ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจทุกประเทศทั่วโลกบอบช้ำไม่ต่างกัน
ยังไม่นับรวมปัญหาภายในของสหรัฐเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขาดดุลงบประมาณมหาศาลของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และปัญหาหนี้ของภาครัฐซึ่งทะลักทะล้นทะลุเพดานที่กำหนด และยังปราศจากหนทางแก้ไข
เมื่อสารพัดปัจจัยลบรุมเร้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เฟดจึงต้องหั่นการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2555 นี้ของสหรัฐลงอีกครั้ง จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน พ.ค. ที่ 2.4% เหลือแค่ 1.9 ในเดือน มิ.ย.นี้
ขณะเดียวกัน ปัจจัยลบที่เกิดขึ้นยังทำให้นักลงทุนต่างคาดหวังว่าเฟดจะออกมาตรการ หรือโครงการใดๆ ก็ตาม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของสหรัฐทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตลาดทั้งในและต่างประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้ง
และปฏิบัติการ “โอเปอเรชัน ทวิสต์” ก็คือคำตอบของเฟดในเวลานี้
ทั้งนี้ โอเปอเรชัน ทวิสต์ คือมาตรการพิเศษที่มุ่งฉุดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวให้ปรับตัวลดลง เพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ด้วยการนำเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรระยะสั้นไปซื้อพันธบัตรระยะยาว โดยหวังว่ามาตรการดังกล่าวนอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงานแล้ว อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ลดลงยังจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการกู้ยืม ตลอดจนยังทำให้ผู้บริโภคมีสภาพคล่องในการปรับโครงสร้างหนี้สัญญากู้จำนองอีกด้วย
คณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ประกาศใช้มาตรการโอเปอเรชัน ทวิสต์ รอบแรกเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ด้วยเงินมูลค่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการขายพันธบัตรอายุ 3 ปี หรือต่ำกว่า ก่อนนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่มีอายุไถ่ถอน 6-30 ปี โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือน มิ.ย.นี้
ทว่า เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เป็นดังหวัง เฟดจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะขยายระยะเวลาการใช้งานมาตรการโอเปอเรชัน ทวิสต์ ด้วยวงเงินอีก 2.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.277 ล้านล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม แม้การขยายอายุการใช้งานโอเปอเรชัน ทวิสต์ จะเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์กันไว้อยู่แล้ว เนื่องจากต่างเห็นตรงกันว่า เฟดไม่น่าจะเสี่ยงออกมาตรการใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจครั้งใหญ่ก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย. แต่การตัดสินใจซื้อเวลาครั้งนี้ แทนที่จะหาทางใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี 3) ตามที่ใครต่อใครแอบหวังเอาไว้ ก็อดทำให้นักลงทุนทั่วโลกผิดหวังไม่ได้
ยืนยันได้จากปฏิกิริยาตอบสนองของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แถมยังปรับตัวลดลง รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันและทองคำ เมื่อเทียบกับช่วงที่เฟดประกาศใช้นโยบายคิวอี
ทั้งนี้ หลายฝ่ายให้เหตุผลตรงกันว่า ภายใต้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แทบจะไม่กระเตื้อง อัตราดอกเบี้ยก็ต่ำเทียบศูนย์ และรุมล้อมด้วยปัจจัยเสี่ยงที่จะดึงรั้งให้ดิ่งเหวระลอกแล้วระลอกเล่า ปฏิบัติการโอเปอเรชัน ทวิสต์ ไม่ใช่ตัวช่วยที่เหมาะสมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ผลอย่างชะงัดสักเท่าไรนัก
เหตุผลแรก เพราะแนวทางดังกล่าวไม่ช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องจากการใช้มาตรการดังกล่าวยังคงมีความคลุมเครือในแง่ที่ต้องวัดใจไปกับภาคธนาคารว่าจะเลือกอะไรระหว่างพันธบัตรรัฐบาลกับการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งการเลือกดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าจะส่งผลให้ปฏิบัติการโอเปอเรชัน ทวิสต์ ล้มเหลวไม่เป็นท่า
หลักฐานยืนยันก็คือ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ที่เฟดประกาศใช้โอเปอเรชัน ทวิสต์ ระยะห่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี กับสินเชื่อจำนองบ้านอยู่ที่ 2.3%
เกือบ 1 ปีของการใช้ปฏิบัติการโอเปอเรชัน ทวิสต์ ระยะห่างที่ว่านี้ก็ยังคงอยู่ที่ 2.3% เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ มาตรการที่หวังกระตุ้นให้ภาคธนาคารปล่อยสินเชื่อไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย อันเป็นผลมาจากการที่ธนาคารทั้งหลายต่างเห็นตรงกันว่า การปล่อยสินเชื่อในทุกวันนี้ไม่สร้างกำไรหรือรายได้ใดๆ ให้กับธนาคารได้เท่ากับการถือครองพันธบัตรปลอดความเสี่ยง หรือความเสี่ยงน้อยอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเลยแม้แต่น้อย
เหตุผลประการต่อมา เพราะการเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นเพื่อเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว จะมีผลให้สภาพคล่องในการซื้อ-ขายสินค้าทางการเงิน โดยเฉพาะอนุพันธ์และตลาดซื้อคืนอนุพันธ์ลดลง
เนื่องจากมาตรการโอเปอเรชัน ทวิสต์ จะทำให้ธนาคารกลางไม่สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลใหม่อื่นใดได้ในการประมูลขายของกระทรวงการคลัง และเมื่อใดก็ตามที่โอเปอเรชัน ทวิสต์สิ้นสุด เฟดจะไม่มีพันธบัตรระยะสั้นในบัญชีการซื้อขายพันธบัตรในตลาดเปิด (System Open Market Account : SOMA)
ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นข้อจำกัดศักยภาพของเฟดที่จะปล่อยสินเชื่อหลักทรัพย์ผ่านบัญชีการซื้อขายข้างต้น ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในตลาดซื้อคืนพันธบัตร หรือแหล่งระดมเงินทุนที่สำคัญ และช่วยลดปัญหาสภาพคล่องในตลาดพันธบัตร
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสต้านโอเปอเรชัน ทวิสต์ของเฟด แต่นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับเห็นว่าเป็นทางเลือกที่เฟดสามารถเลือกได้อย่างปลอดภัยมากที่สุดแล้ว อย่างน้อยระยะเวลาที่เฟดได้รับระหว่างการบังคับใช้โอเปอเรชัน ทวิสต์ จะช่วยให้เฟดสามารถรอสังเกตการณ์ดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐและของโลกโดยรวม ก่อนจะหามาตรการรับมือที่เหมาะสมต่อไป หรือมีเวลาแก้ไขบัญชีงบประมาณขาดดุลของประเทศ
เรียกได้ว่า โอเปอเรชัน ทวิสต์ คือมาตรการขัดตาทัพ เพื่อให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่าเฟดได้ลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว
ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เฟดจะเก็บมาตรการคิวอี 3 ไว้เป็นไม้ตายก้นหีบที่จะงัดขึ้นมาใช้ในตอนท้ายสุด ตามที่ประธานเฟดอย่าง เบอร์แนนคี ก็ย้ำชัดเจนว่า เฟดได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่จะเกิดขึ้นไว้เป็นที่เรียบร้อย
เพียงแต่ในระหว่างรอดูอยู่นั้น เศรษฐกิจของโลกอาจจะเลวร้ายเกินกว่าที่ไม้ตายของใครต่อใครเตรียมรับมือกันไว้หรือไม่







