
แนะรัฐเฝ้าระวังระบายน้ำกทม.ตะวันออก
ทีมกรุ๊ปแนะรัฐเฝ้าระวังการระบายน้ำกทม.ฝั่งตะวันออก เหตุมีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำมาก เชื่อหากบริหารดีไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่อีก
ทีมกรุ๊ปแนะรัฐเฝ้าระวังการระบายน้ำกทม.ฝั่งตะวันออก เหตุมีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำมาก เชื่อหากบริหารดีไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่อีก
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ “ปี 55 น้ำท่วมหรือเอาอยู่” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
นายชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการผู้จัดการ ทีมกรุ๊ป กล่าวว่า ปีนี้ในพื้นที่ กทม. มีแนวกั้นมากขึ้น เพราะมีการเลื่อนพื้นที่ปิดล้อม จากคลองมหาสวัสดิ์ขึ้นไปที่บริเวณคลองพระยาบันลือ ทำให้มีการขยายพื้นที่เป็น 4 ล้านไร่ จาก 1.9 ล้านไร่ แต่ก็ยังมีประเด็น คือ จะทำให้น้ำที่อยู่เหนือบริเวณคันใหม่ ในส่วนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีน้ำท่วมสูงขึ้น หากทุกคนป้องกันตัวเองหมดนั้นเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือต้องดูให้ละเอียดว่า จะมีการจัดการมวลชนอย่างไร ที่จะไม่ให้มาทำลายพนังกั้นน้ำ
นายชวลิตกล่าวว่า ปัญหากทม. อยู่ที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออกที่มีการพัฒนาไปมาก ไม่ว่าจะเป็นถนน หมู่บ้าน ที่อยู่ในแนวฟลัดเวย์จำนวนมาก รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วย ที่ขวางทางน้ำพอสมควร และมีการทรุดตัวเป็นแอ่งกระทะทำให้การระบายน้ำฝั่งตะวันออกมีความลำบาก ดังนั้น การบริหารจัดการต้องมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานให้ดี
ขณะที่ นายเลิศชัย นายเลิศชัย ศรีอนันต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชลประทาน กล่าวว่า ปริมาณน้ำฝนทางภาคเหนือปัจจุบันน้อยกว่าปีที่แล้ว 20% แต่ก็ยังมากกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 21% ในขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์นั้นก็ยังน้อยกว่าปีที่แล้ว รวมถึงเขื่อนแควน้อยและเขื่อนป่าสักด้วย นอกจากนี้ในช่วงกลางมิถุนายน-เดือนกรกฎาคม จะมีฝนทิ้งช่วง ฉะนั้นทำให้มีพื้นที่ในการกักเก็บในเขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์มากขึ้น
นอกจากนี้โดยรวมแล้วสถานการณ์น้ำในแม่น้ำหลักนั้นมีปริมาณน้อย แต่อาจจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพล สำหรับใช้ในการเกษตร และสำหรับการคาดการณ์ล่วงหน้า แนวโน้มของฝนอยู่ในปริมาณปกติ แต่ทั้งนี้ต้องมีการเฝ้าระวังในเรื่องของพายุซ้อน โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ก็มีการคาดการณ์ว่าจะมี 1-2 ลูก ซึ่งจะทำให้มีฝนค่อนข้างมาก แต่ก็ไม่หนักเท่ากับปีที่แล้ว
สำหรับการเตรียมการพื้นที่รับน้ำนองกรณีที่น้ำมากเหมือนปีที่แล้ว อยู่ ที่ 2.14 ล้านไร่ โดยสามารถจุน้ำได้ประมาณ 5,000 ลบ.ม. ซึ่งได้เสนอให้กับรัฐบาลและมอบหมายให้ ดร.รอยล พิจารณาดูความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ เงินเยียวยาอยู่ที่ 5 พันกว่าบาทต่อไร่ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับพื้นที่ด้วยว่าจะมีการประกาศให้มีพื้นที่รับน้ำนองหรือไม่
“ขณะนี้ กรมชลประทานเตรียมพร้อมเครื่องผลักดันน้ำและเครื่องสูบ คาดว่าการระบายน้ำจะดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน ซึ่ง หากมององค์รวม ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ถ้ามีการบริหารจัดการตามศักยภาพ น้ำท่วมปีที่แล้วก็อาจจะไม่เกิด ทั้งนี้ การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันของกรมอุตุนิยมวิทยาจะคาดการณ์ในระยะ 7 วัน แต่หากเราสามารถคาดการณ์ได้มากกว่านี้ การจัดการก็จะดีขึ้น”นายเลิศชัยกล่าว
ด้าน นายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ปีนี้มีระบบข้อมูล โครงสร้าง และการจัดการที่ดีกว่าเดิม มีการสำรวจคลองแล้วเสร็จไปแล้ว 170 กม. สำรวจความลึกของคลองด้วยคลื่นเสียง และใช้เรือแสกนความลึกซึ่งสะดวกในการขุดลอกคลองเพื่อการระบายน้ำ
นอกจากนี้ ในส่วนของการบริหารจัดการเริ่มมีการติดตั้งประตูระบายน้ำอัตโนมัติ รวมถึงมีการติดตั้งระบบโทรมาตรเพิ่มอีก 80 ตัว ในลุ่มน้ำที่สำคัญโดยมีความเสถียรและแม่นยำมากขึ้น เพราะใช้ระบบเรดาร์และโซล่าร์เซลล์ ฉะนั้นในส่วนของข้อมูลมีพร้อมเพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป
นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า แม้ภาครัฐจะดำเนินงานได้ครบตามแผนระยะเร่งด่วน ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมก็ไม่ได้หมายความว่าจะ ปลอดภัย 100% เพราะในทุกต้นปี ต้องมีการประเมินสถานการณ์ตลอด ฉะนั้นยังต้องลุ้นกันอยู่ ซึ่งหากสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20% ก็ยังถือว่าปลอดภัย
“ในส่วนของการเตือนภัยนั้นสมบูรณ์และเป็นไปตามแผนแต่ในส่วนของทางหลวงชนบทจำนวนหนึ่งค่อนข้างจะล่าช้า โดยเหตุผลที่ว่าระบบการจัดการซื้อจัดจ้าง ไม่เอื้อกับงานลักษณะนี้ รวมทั้งผู้รับเหมามีจำนวนน้อย ในบางครั้งจึงต้องขอความร่วมมือจากทหาร อย่างไรก็ตาม แผนการในปีนี้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว และมีแนวทางที่ชัดเจนกว่า มีการประกาศให้ประชาชนได้เข้าใจว่าจะขอให้เป็นพื้นที่รับน้ำ และมีมาตรการในการช่วยเยียวยาและแก้ไข”นายอานนท์กล่าว







