
เปิดประตู "อู่ตะเภา" ต้องผ่านสภาหรือไม่?
วันนี้เรื่องร้อนๆ ในประเทศไทยมีหลายประเด็นเหลือเกิน แม้กระทั่งผู้คนจะดูฟุตบอลเพื่อดับร้อน
โดย...เจษฏ์ โทณะวณิก
วันนี้เรื่องร้อนๆ ในประเทศไทยมีหลายประเด็นเหลือเกิน แม้กระทั่งผู้คนจะดูฟุตบอลเพื่อดับร้อน หรือว่ากันแบบประชดแกมไยไพหน่อยก็คือ เบื่อจะหาอะไรอย่างอื่นดู ชม รับฟังบ้าง ก็ดันมีเรื่องร้อนในการดูฟุตบอลอีก มันจะเจ้ากรรมอะไรขนาดนั้น คนไทยเรานี่
เรื่องที่จะพูดคุยกันในวันนี้คือ เรื่องที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซา (National Aeronautics and Space Administration : NASA) ของสหรัฐ จะมาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นที่ทำการสำรวจสภาพภูมิอากาศ และก็อาจจะมีอะไรอีกหลายอย่าง ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด เราก็อาจจะไม่ได้รับทราบกัน
หลายคนถาม หลายคนตอบ คนถามก็ถามในลักษณะที่ว่าขอใช้แค่เรื่องสำรวจภูมิอากาศจริงเหรอ มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ อันนี้ก็อาจจะตั้งสมมติฐานกันไปได้ แต่จะใช่หรือไม่ อันนั้นก็คงจะต้องพิจารณา ช่วยกันตรวจสอบไป ส่วนคนตอบก็มีหลายแบบ ที่ตอบแบบไม่สร้างสรรค์ก็เช่นใครคัดค้าน คนนั้นไม่รักชาติ
คนไทยส่วนใหญ่ก็คงจะรักชาติกันทุกคน แต่จะรักมากรักน้อยก็ว่ากันไป แต่บางทีสิ่งที่ทำบางอย่างจากความรักชาติ แล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชาติมันก็มีอยู่ไม่น้อย การให้องค์การนาซาใช้หรือไม่ใช้สนามบินอู่ตะเภา หรือการส่งเสริมหรือคัดค้านการให้ใช้ หรือไม่ให้ใช้ ก็คงจะไม่ได้แสดงออกว่ารักชาติหรือไม่รักชาติ
เขาบอกกันเอาไว้แต่นมนานแล้วว่า ปีศาจหรือความชั่วร้ายนั้นอยู่ในรายละเอียด (The Devil is in the detail) ดังนั้นหากเรายังไม่รู้รายละเอียดก็อย่าเพิ่งไปสรุปเสียทีเดียว แต่เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการคัดค้านหรือสนับสนุน จะว่ากันก็กระไรอยู่ ต่างคนก็ต่างทำเพื่อประเทศชาติ ประชาชนที่ตนรัก (หวังว่า)
ที่จะหยิบยกขึ้นมาในวันนี้คือ มีคนถามว่าแล้วถ้ารัฐบาลไทยจะลงนามในหนังสือสัญญากับสหรัฐให้องค์การนาซาของเขามาใช้สนามบินอู่ตะเภาของเรา เรื่องนี้รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารสามารถจะดำเนินการไปได้เลย หรือว่าจะต้องให้รัฐสภาอันเป็นฝ่ายนิติบัญญัติต้องเป็นผู้เห็นชอบเสียก่อน
มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มีบัญญัติไว้ว่า
“มาตรา 190 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศ หรือกับองค์การระหว่างประเทศ
หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้รัฐสภาจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว
ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย
เมื่อลงนามในหนังสือสัญญาตามวรรคสองแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น และในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม”
ในวรรคแรกเมื่อผนวกกับมาตรา 3 วรรคแรกที่บัญญัติว่า
“มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”
หมายความว่า คณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลสามารถที่จะทำหนังสือสัญญาตามที่ระบุไว้ในวรรคแรกของมาตรา 190 ได้ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา แต่ในส่วนหนังสือสัญญาตามที่ระบุไว้ในวรรคสองนั้น คณะรัฐมนตรี หรือรัฐบาลไม่สามารถที่จะดำเนินการได้เอง จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเสียก่อน นอกจากนั้น หากเป็นหนังสือสัญญาที่เข้าตามวรรคสองของมาตรา 190 ก็จะต้องดำเนินการตามวรรคสามและวรรคสี่ด้วย
ลองคิดๆ ดูกันนะครับว่า หนังสือสัญญาให้ใช้สนามบินอู่ตะเภา หากจะมีขึ้น จะถือว่าเข้าข่ายตามวรรคแรกหรือวรรคสองของมาตรา 190
คิดเห็นอย่างไร ก็ว่ากันไปตามนั้นครับ ประเทศชาติของเราทุกคน ใครจะว่ารักชาติ ไม่รักชาติอย่างไรก็ปล่อยเขา ตัวเราก็น่าจะรู้ตัวเราเองอยู่ และตัวเขาก็คงจะรู้ตัวเขาอยู่เช่นกัน (หวังว่า)







