
ปลุกสื่อมวลชนทำหน้าที่แบบมืออาชีพ
นักวิชาการสื่อ-สื่ออาวุโสปลุกสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่แบบมืออาชีพ ชี้ต้องบูรณการความรู้ทุกแขนงให้จริง เพื่อผลประโยชน์ชาติก่อนเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ
นักวิชาการสื่อ-สื่ออาวุโสปลุกสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่แบบมืออาชีพ ชี้ต้องบูรณการความรู้ทุกแขนงให้จริง เพื่อผลประโยชน์ชาติก่อนเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ
ศาลรัฐธรรมนูญ จัดสัมมนาเรื่อง “บทบาทของสื่อมวลชนในการพัฒนาระบบนิติรัฐและนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ” โดยมีดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการสื่อสารมวลชน นายภัทระ คำพิทักษ์ บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และนายพงษ์ศักดิ์ พยัคฆวิเชียร บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน เป็นวิทยากร และมีนายวสันต์ สร้อยพิสุจธิ์ ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายจรูญ อินทจาร และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมรับฟัง
ดร.เสรี กล่าวว่า หน้าที่หลักของสื่อมวลชนด้านการเมืองที่สำคัญคือการพัฒนาตัวเองให้รู้จริงในเรื่องต่างๆ เพราะถ้าไม่จริงก็จะเขียนข่าวโดยไม่เข้าใจเนื้อหาสาระ ดังนั้นสื่อจะต้องพยายามเรียนรู้เรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ โดยต้องให้ข้อมูลข่าวสารด้วยความถูกต้อง เริ่มจากทำงานข่าวสืบสวนให้ชัดเจนในเนื้อหาก่อนที่จะเสนอข่าวออกมา แต่สิ่งที่เกิดขณะนี้เป็นการแข่งกันที่ความเร็วเท่านั้น เป็นเพียงการจับคน 2 คนที่มีความเห็นต่างกันมาชนกัน และสื่อมีหน้าที่ต้องเป็นกลาง แต่ไม่ได้หมายความว่า แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ถูกต้องไม่ได้ ฉะนั้นสื่อควรทำให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อเป็นการปลูกฝังคนให้มีอุดมการณ์ช่วงกันสร้างประเทศ
นายภัทระ กล่าวว่า ขณะนี้ภูมิศาสตร์เรื่องการสื่อสาร มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ทุกคนสามารถเป็นสื่อได้ กลุ่มสีต่างๆสามารถสื่อของตัวเองจึงทำให้นิยามของความเป็นสื่อมวนเปลี่ยนแปลงไป เพราะมีการช่วงชิงบทบาทในการทำหน้าที่ ทำให้การรายงานเรื่องระบบนิติรัฐ นิติธรรม ขาดหายไปทั้งที่เป็นฯเรื่องสำคัญ อีกทั้งสื่อยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ จึงทำให้เสียอำนาจการในการกำหนดนโยบายของสังคม ต้องยอมรับการถูกช่วงชิงการนำของสื่อ ส่งผลกระทบในหลายด้าน
“อย่างไรก็ตาม หากสื่อยังยืนยันการทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่คิดผลประโยชน์ของตัวเองเป็นเรื่องใหญ่ แต่ให้ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นหลัก ก็จะทำให้ประเทศชาติอยู่รอดได้ แต่ถ้าไม่คิดก็ไม่ทราบว่าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร หากสังคมยังมีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายเช่นที่เป็นอยู่ ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นอิสระ อย่าให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมจากเสียงข้างมาก”นายภัทระ กล่าว







