
องค์กรอิสระในยุคเปลี่ยนผ่าน
ครบ 8 ทศวรรษ ปฏิวัติประชาธิปไตย วงเสวนาสรุปบทเรียนการเมืองไทยจึงผลิบานหลายพื้นที่ รวมถึงเวทีเสวนา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ครบ 8 ทศวรรษ ปฏิวัติประชาธิปไตย วงเสวนาสรุปบทเรียนการเมืองไทยจึงผลิบานหลายพื้นที่ รวมถึงเวทีเสวนา “80 ปีรัฐธรรมนูญไทยกับก้าวต่อไปของประชาธิปไตย” เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พุ่งไปที่ปมปัญหาการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ โดยการย้อนอดีต มองอนาคตผ่านนักวิชาการรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ รวมถึงตัวแทนจาก “องค์กรอิสระ” ที่กำลังถูกลากเข้าสู่วังวนวิกฤตการเมืองไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองประเทศไทยตลอด 80 ปีที่ผ่านมา ว่า เต็มไปด้วยการยื้อยุดฉุดอำนาจระหว่างแต่ละชนชั้นในสังคม ไล่ตั้งแต่การปฏิวัติในปี 2475 ที่ดึงอำนาจจากกษัตริย์ไปสู่อำมาตย์ ทหาร และชนชั้นนำ ต่อมาในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 อำนาจได้เปลี่ยนผ่านไปสู่นักการเมืองพลเรือน สะท้อนจากรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่ผลักดันระบบพรรคการเมืองชัดเจน ก่อนที่เหตุการณ์ พฤษภาฯ 2535 จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า หลักการรวมอำนาจที่นักการเมืองนั้นเป็นข้อผิดพลาดใหญ่หลวง จึงเกิดการสร้างกลไกถ่วงดุลอำนาจนักการเมืองขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จ ในช่วงระยะเวลา 9 ปีหลังจากนั้น จึงเกิดกลไกที่ว่า คือ องค์กรอิสระ
สุรพล กล่าวว่า องค์กรอิสระไม่ได้มีเพื่อต้องการดึงอำนาจจากนักการเมืองพลเรือนคืน แต่เป็นการสร้างระบบถ่วงดุล ควบคุม และตรวจสอบเพื่อไม่ให้นักการเมืองมีอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยอ้างความชอบธรรมเพียงว่าตนเองมาจากฉันทานุมัติของประชาชน แต่รัฐประหารปี 2549 ได้ดึงอำนาจคืนสู่กลุ่มอำนาจเก่าอีกครั้ง แต่เป็นการดึงอำนาจกลับมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ก่อนจะคืนให้ระบบการตรวจสอบเดิมทำหน้าที่ต่อไป อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยขณะนี้นักการเมืองกำลังอ้างว่าต้องดึงอำนาจทั้งหมดคืนสู่ประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องมีองค์กรอิสระเพื่อคอยตรวจสอบถ่วงดุลอีกต่อไป เพราะองค์กรอิสระไม่ได้มีส่วนยึดโยงกับเสียงของประชาชน แต่มองให้ลึกแล้ว นักการเมืองเหล่านี้ต้องการใช้เสียงของประชาชนเป็นแถวหน้า แต่ตนเองนั้นกลับซ่อนอยู่แถวหลัง คอยเกาะหลังประชาชนเพื่อหาผลประโยชน์ทางการเมือง
“สส.ที่ลงชื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนั้นปฏิเสธได้หรือไม่ว่าไม่ได้มีใบสั่งจากผู้ที่มีอิทธิพลเหนือรัฐสภาและรัฐบาลที่อยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นจะรับประกันได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดบุฟเฟต์คาร์บิเนตซ้ำอีก”
สุรพล กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญปี 2550 จะเปิดช่องให้มีการแก้ไขมาตรา 291 ได้ไม่ผิดกฎหมาย แต่เนื้อหาที่มีการแก้ไขซึ่งมีผลให้ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมทิ้งนั้นเป็นคนละเรื่อง ผิดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ดังนั้นต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญในเดือน ก.ค. ว่าเข้าข่ายผิดตามมาตรา 68 หรือไม่
สุรพล ยังเน้นย้ำว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวของประวัติศาสตร์ไทยที่เป็นการใช้สิทธิทางตรงของประชาชน ดังนั้นหากจะยกเลิกทั้งฉบับควรกลับไปถาม 15 ล้านเสียงที่ลงมติก่อนว่า เห็นด้วยหรือไม่
เอนก เหล่าธรรมทัศน์ คณบดี วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประชาธิปไตยของประเทศไทยเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจแบบไหลลงล่าง จากกษัตริย์ อำมาตย์ สู่ชนชั้นกลาง และในปัจจุบันชนชั้นกลางระดับล่างและชนชั้นล่างเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นการที่บอกว่านักการเมืองแอบอยู่หลังเสียงของประชาชนนั้นอาจด่วนสรุปเกินไป เพราะทุกวันนี้ประชาชนก้าวหน้ากว่าที่คิด
“พวกเขาไปไกลกว่าเดิม เริ่มรู้สึกอึดอัดต่อท่าทีของศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น ไม่พอใจต่อผู้ตรวจการแผ่นดินมากขึ้น หน้าที่ของเราคือ ทำให้เขาเห็นว่าองค์กรอิสระเองก็มีประโยชน์ จะไปหวังฝากอำนาจไว้ที่นักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่ได้” เอนก กล่าว
ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดินและอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2550 เปิดเผยว่า ยอมรับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้เพียง 10% เพราะในขณะที่ร่างได้ถามประธานคณะกรรมาธิการยกร่างว่าควรมีการวางแผนหรือมีพิมพ์เขียวในการร่างให้รัดกุมกว่าเดิมหรือไม่ แต่ประธานตอบกลับมาว่ามีเวลาแค่ 6 เดือน ไม่เพียงพอ จึงต้องรีบร่าง







