
ไทย "กระอัก" เจอพิษยูโรโซน แถมเศรษฐกิจสหรัฐ "หมดแรง"
ยามนี้วิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซนเป็นปัจจัยที่ทั่วโลกเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดว่าจะ “เขย่า”
โดย...จตุพล สันตะกิจ
ยามนี้วิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซนเป็นปัจจัยที่ทั่วโลกเฝ้ามองอย่างใกล้ชิดว่าจะ “เขย่า” เศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรง เช่น วิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2552 หรือไม่
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะ “Think-Tank” หรือหน่วยงานมันสมองของรัฐบาล จับตาและวิเคราะห์ปัญหายูโรโซนที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทุกย่างก้าว
ล่าสุด ในการประชุมติดตามวิกฤตยูโรโซนของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเศรษฐกิจทั้ง 9 กระทรวง สศช.และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา
เหมือนกับว่าทุกฝ่ายมั่นอกมั่นใจว่าวิกฤตยูโรโซน ณ ห้วงเวลานี้ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก
ถ้อยแถลงของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า
“จากข้อมูลปัจจุบันพบว่ายังไม่มีผลกระทบต่อไทยนัก แต่รัฐบาลไม่ประมาท เพราะวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ถือว่าไม่ธรรมดา คิดว่ายุโรปจะดูแลกันเองได้ และวิกฤตไม่ลุกลามออกไปนอกยูโรโซน”
ขณะนี้ไทยมีเงินคงคลังกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงเป็นพิเศษ หากวิกฤตยูโรโซนลุกลามไทยจะมีเงินพร้อมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที พร้อมทั้งประสานกับนักลงทุนสถาบันตั้งกองทุน “พยุงหุ้น” หากวิกฤตยูโรโซนทำให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในอาการ “ปั่นป่วน”
นอกจากนี้ ธปท.ยืนยันว่าพร้อมเครื่องมือทางการเงินโอบอุ้มเศรษฐกิจไทยให้พ้นหล่มเหวรอบนี้
ย้อนกลับมาการประเมินวิกฤตยูโรโซน
สศช.จำลองความเป็นไปได้ของวิกฤตยูโรโซนเป็น 4 กรณี และผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทย
ประกอบด้วย กรณีที่ 1.กรีซยังอยู่ในกลุ่มยูโรโซน ทางการยูโรผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง และการดำเนินมาตรการเพื่อป้องกันลุกลามของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะแรก คือ ความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ความวิตกกังวลต่อเศรษฐกิจจีนลดลง
เมื่อรวมกับการลดลงของราคาน้ำมัน จะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวมากขึ้นในช่วงหลังของปี 2555
แม้ว่าในช่วงปานกลางเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงที่จะ “ปะทุ” เป็นระยะๆ
หากประเทศที่ทางการยูโรเข้าไปช่วยเหลือละเมิดเงื่อนไขข้อตกลง มีการต่อต้านรุนแรงจากประชาชนเนื่องจากมาตรการรัดเข็มขัด เศรษฐกิจประเทศ Piigs (โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ สเปน) หดตัวรุนแรงต่อเนื่อง และขาดทิศทางการแก้ปัญหาในระยะยาวที่ชัดเจน
แต่นั่นก็ทำให้ สศช.มั่นใจว่า การส่งออกไทยยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้ 13-17% และเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 5.5-6.5%
กรณีที่ 2 กรีซออกจากยูโรโซน (Grexit) ทางการยูโรดำเนินการอย่างเต็มที่ในการควบคุมการลุกลามของวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศสำหรับสมาชิกที่เหลืออยู่
ผลกระทบระยะสั้น คือ มีความเสี่ยงที่ทางการยูโรจะใช้มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนและควบคุมการถอนเงินจากระบบธนาคาร ทำให้เกิดความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังประเทศที่มีความปลอดภัยมากขึ้น
ส่วนผลกระทบที่ตามมา คือ ความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3 และปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ก็ยังมีความเสี่ยงอยู่ หากประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือละเมิดเงื่อนไขของทางการยูโร
กรณีนี้ สศช.วิเคราะห์ว่าจะทำให้การส่งออกไทยมีการขยายตัวได้ 8-13% และเศรษฐกิจไทยขยายตัว 4.5-5.5%
กรณีที่ 3 กรีซออกจากยูโรโซน แต่ทางการยูโรมีความ “ล่าช้า” ในการดำเนินมาตรการควบคุมการลุกลามของวิกฤตเศรษฐกิจและการกำหนดแนวทางผ่อนคลายมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง
ยิ่งส่งผลให้มีการใช้มาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการควบคุมการถอนเงินของประชาชนในยูโร “เด่นชัด” ขึ้น และประเทศอื่นๆ จะใช้มาตรการลักษณะเดียวกัน เพื่อลดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ
ผลก็คือ เศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่องและเศรษฐกิจจีนเสี่ยงมากขึ้น ทั้งยังส่งผลให้ระบบเงินตรา “สกุลเดียว” มีความเสี่ยงที่จะล่มสลายมากขึ้น แม้ว่ายังไม่ล่มสลายในปี 2555 ก็ตาม
ขณะที่ผลกระทบในกรณีนี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบสูงพอสมควร โดยการส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวเพียง 4-8% และเศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.5-4.5%
และกรณีที่ 4 เกิดการล่มสลายของยูโรโซน เนื่องจากปัญหาของกรีซและสเปน แม้ว่า สศช.วิเคราะห์ว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ แต่หากเกิดกรณีนี้จริงเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แม้ความรุนแรงจะน้อยกว่าวิกฤตซับไพรม์ก็ตาม
กรณีนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยง “หดตัว” แต่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในช่วงไหนก็ขึ้นอยู่กับ “ช่วงเวลา”
แน่นอนว่า การเลือกตั้งกรีซเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. พรรค New Democracy ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและจับมือกับพรรค Posok จัดตั้งรัฐบาลผสมและดำเนินนโยบาย “รัดเข็มขัด” เช่น การขายทรัพย์สินของรัฐ การลดผลประโยชน์บำนาญของผู้เกษียณอายุ และลดค่าจ้าง เป็นต้น
นั่นเท่ากับหมายความว่า ความเป็นไปได้ของวิกฤตยูโรโซนกรณีที่ 2 และ 3 จะยังไม่เกิดขึ้นขณะนี้ ในขณะที่ทางการยูโรมีความมั่นใจมากขึ้นว่า กรีซจะดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด เพื่อขอรับความช่วยเหลือทางเงินจากยูโรโซนต่อไป
“ชัยชนะของพรรคการเมืองที่สนับสนุนมาตรการการคลังแบบเข้มงวด ทำให้โอกาสที่กรีซจะออกจากกลุ่มยูโรโซนเป็นไปได้น้อยมาก แต่ต้องติดตามความชัดเจนการจัดตั้งรัฐบาลผสม และความขัดแย้งทางสังคม และการเมืองของกรีซอย่างใกล้ชิด” สศช. ระบุ
สศช.ยังชี้ว่า แม้กลุ่มประเทศ PIIGS จะหดตัวอย่างรุนแรง แต่ประเทศหลัก เช่น เยอรมนีและฝรั่งเศสยังขยายตัว โดยเศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัว 1.2% และฝรั่งเศส 0.3% ส่งผลให้เศรษฐกิจสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ขยายตัว 0.1%
ทั้งนี้ มั่นใจว่ามาตรการการคลังที่เข้มงวดของกลุ่มยูโรโซนจะมีการผ่อนปรนและยืดหยุ่นมากขึ้น และมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อควบคุมการขยายตัวของวิกฤต โดยเฉพาะในการประชุมกลุ่มประเทศ จี20 จะมีการพิจารณาปัญหายูโรโซน การชะลอตัวเศรษฐกิจสหรัฐ จีน และอินเดีย
สศช.คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่ม จี20 จะเพิ่มวงเงินสนับสนุนแก่ไอเอ็มเอฟอีก 4.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ สศช.ยังวิเคราะห์ทิศทาง 2 เสาหลักเศรษฐกิจของโลก คือ สหรัฐและจีน
โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญกับ “ระเบิดเวลา” ลูกใหม่ โดยเฉพาะความกังวลต่อสถานการณ์การคลังที่เด่นชัดขึ้น และมีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเกิดการหดตัวด้านการคลัง (Fiscal Cliff) ปี 2556 เนื่องจากนักการเมืองสหรัฐไม่สามารถหาข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการภาษีต่างๆ ที่จะหมดอายุสิ้นปี 2555
“หากสหรัฐไม่สามารถหาข้อยุติมาตรการภาษีได้รวดเร็วหลังการเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2555 และไม่สามารถผ่านกฎหมายขยายมาตรการภาษี ประชาชนสหรัฐจะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นและการใช้จ่ายของภาครัฐที่ลดลงสูงถึง 7.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.6% ของจีดีพี และนั่นอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 0.5% เท่านั้น”
สศช.ชี้ว่า การเลือกตั้งเดือน พ.ย.นี้ จะเป็นตัวกำหนดว่า สหรัฐเลือก “การเติบโต” หรือ “ความยั่งยืนทางการคลัง”
ส่วนเศรษฐกิจจีนน่าห่วงไม่แพ้กัน เพราะข้อมูลล่าสุดชี้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว แต่เป็นการชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยคาดว่าจะขยายตัว 8.3% ในปีนี้เทียบกับ 9.2% ในปีที่แล้ว
นั่นเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลปักกิ่งเลือกใช้นโยบายกระตุ้นการบริโภคและลงทุนในประเทศแทน
แม้จีนจะยังเป็นตลาดส่งออกที่มีศักยภาพของไทย แต่ทว่าความไม่นอนของเศรษฐกิจยูโรโซนจะมีผลกระทบต่อจีนเช่นกัน เพราะจีนมีการส่งออกไปยูโรโซน 19%
ในด้านการตั้งรับของรัฐบาลไทยนั้น ไทยมีเครื่องมือการเงินและคลังที่พร้อมรับมือวิกฤตยูโรโซนรอบนี้
เช่น การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือน เม.ย.ปีนี้ อยู่ที่ 5.67 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว การเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบลงทุนเพิ่มขึ้น 5.4% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะที่การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ 3% เป็นระดับที่เหมาะสม
เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านการขยายตัวมากกว่าความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลจากอนาคตที่ไม่แน่นอนของกรีซและปัญหาภาคสถาบันการเงินของสเปน
หากย้อนมองผลกระทบวิกฤตยูโรโซนต่อระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยพบว่า จากข้อมูลวันที่ 5 เม.ย.พบว่า สินเชื่อและเงินลงทุนของธนาคารพาณิชย์ไทยในยุโรปมีจำนวน 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.4% ของทรัพย์สินรวม
เงินกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ไทยในยุโรปมีจำนวน 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.03% ของหนี้สินรวม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีสาขาของธนาคารพาณิชย์ยุโรปในไทย 5 แห่ง มีสินทรัพย์รวม 4.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3.4% ของสินทรัพย์ทั้งระบบ สินเชื่อ 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.6% ของสินเชื่อทั้งระบบ มีเงินฝาก 1.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.7% ของเงินฝากทั้งระบบ
ตรงนี้อาจทำให้สบายใจได้บ้างว่า หากวิกฤตยุโรโซนเข้าขั้น “ตรีทูต” เงินที่ไหลออกจะอยู่ในระดับที่เศรษฐกิจไทยรับได้ แต่หากวิกฤตลุกลามในวงกว้างอาจจะกระทบต่อ “ช่องทาง” สินเชื่อทางการค้าเพิ่มขึ้นบ้าง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจไทยจะไม่ได้รับกระทบจากวิกฤตยูโรโซนเลย เพราะปัจจุบันไทยส่งออกทางตรงไปยูโรโซน 9.4% และส่งออกทางอ้อมเข้ายูโรโซนผ่านสหรัฐ จีน ญี่ปุ่นและอาเซียนประมาณ 40%
โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลกระทบหนักที่สุด 5 กลุ่ม ที่รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม ผลิตภัณฑ์ยาง และแผงวงจรไฟฟ้า
แม้ ยิ่งลักษณ์ จะย้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดูแลกลุ่มเอสเอ็มอีและแรงงานบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูโรโซน แต่อาจจะไม่เพียงพอ
เพราะต้องไม่ลืมในขณะที







