
ชาติกำลังพัฒนาครองศก.โลกความฝันที่เป็นไปได้ยาก
สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ (จี20)
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ (จี20) ที่เม็กซิโก โดยที่ถึงแม้ว่าการประชุมนี้จะไม่ได้ข้อสรุปและออกมาตรการเพื่อแก้วิกฤตหนี้ยูโรโซนได้อย่างชัดเจนจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดได้มากนัก
แต่ทว่าสิ่งที่เด่นชัดสำหรับเวทีการประชุมครั้งที่ผ่านมานี้กลับอยู่ที่บทบาทของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ฉายแววเด่นในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศบริกส์ ที่ประกอบไปด้วย จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย แอฟริกาใต้ กับ ประเทศเจ้าภาพอย่างเม็กซิโกในตลอดระยะเวลาการหารือ 2 วัน
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยนำเสนอแนวคิดเพื่อช่วยหาทางออกให้กับปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนต้องเป็นฝ่ายรับคำแนะนำและชี้แนะจากตะวันตกมาตลอด หรือแม้กระทั่งการมีบทบาทสำคัญในการระดมเงินทุนให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ให้สามารถบรรลุเป้าหมายการระดมเงินทุนสำรองไว้รับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกในอนาคตได้ทะลุเป้าถึง 4.56 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นเงินจากกลุ่ม บริกส์ (บราซิล รัสเซีย จีน และ อินเดีย) กว่า 7.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เฉพาะจีนเพียงประเทศเดียวก็ให้มากถึง 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐแล้ว
ทว่า ในทางกลับกัน สหรัฐ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก และมีเสียงโหวตในไอเอ็มเอฟมากที่สุด กลับไม่มีส่วนร่วมในการออกเงินช่วยเหลือเลยแม้แต่เพนนีเดียว
จนสร้างความรู้สึกแก่หลายฝ่ายโดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญที่จับตามองความเคลื่อนไหวนี้ว่า ขณะนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มบริกส์ที่จะผงาดขึ้นเป็นผู้นำและมีบทบาทหลักในเวทีเศรษฐกิจของโลกอย่างเต็มตัวแล้ว
ปัจจุบันสัดส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกได้ย้ายมาอยู่ที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือตลาดเกิดใหม่หมดแล้ว เห็นได้จากการขยายตัวที่เฉลี่ยมากถึง 7-8% ต่อปีในตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์อีกว่า ในสิ้นปี 2555 กลุ่มประเทศบริกส์จะมีส่วนช่วยต่อการขยายตัวของจีดีพีทั่วโลกถึง 56% ขณะที่กลุ่มอุตสากกรรมชั้นนำหรือจี7อยู่ที่ 9% เท่านั้น
นอกจากนี้ บริกส์และประเทศกำลังพัฒนารายอื่นๆ ก็กำลังมีบทบาทในการเรียกร้องและกดดันให้ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ให้เร่งเปลี่ยนแปลงกฎกติกาที่เป็นอยู่ ซึ่งถูกมองว่าไม่เป็นธรรม เนื่องจากกฎกติกาที่มีอยู่ในปัจจุบันให้อภิสิทธิ์และน้ำหนักเสียงแก่ประเทศตะวันตกมากเกินไป ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงในตลอดเกือบทศวรรษที่ผ่านมาบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกนั้นอยู่ในมือของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะบริกส์
เห็นได้จากอิตาลี ประเทศที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นเหยื่อของวิกฤตหนี้ยุโรปรายต่อไปที่และจะต้องขอรับความช่วยเหลือต่อจากสเปน มีสัดส่วนการออกเสียงในไอเอ็มเอฟมากถึง 3.16% ในขณะที่จีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลับมีสัดส่วนการออกเสียงที่ใกล้เคียงกันที่ 3.81% ส่วนอินเดีย ประเทศที่มีการเติบโตที่ร้อนแรงกว่าอิตาลี กลับมีสัดส่วนการออกเสียงที่ 2.34%
ภาพลักษณ์ดังกล่าว หากย้อนกลับไปเมื่อเกือบสิบปีก่อน คงจะไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะก้าวขึ้นมามีบทบาทเช่นนี้ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าในเวลานั้นกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังต้องจมปลักกับมรสุมทางเศรษฐกิจ จนต้องแบมือขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ พร้อมกับถูกชาติตะวันตกมากางตำราและสอนว่าควรจะต้องทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาบ้าง
แต่ผ่านมาราว 10 ปี ภาพดังกล่าวถูกพลิกผันมาเป็นตะวันตกที่ต้องหันมาง้อขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟแทน ซ้ำยังถูกประเทศกำลังพัฒนาสอนวิธีแก้ปัญหากลับอีกด้วย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ออกโรงแนะว่า ยุโรปควรที่จะเรียนรู้กับความลำบากเหมือกับชาวเอเชียบ้าง หลังจากอยู่อย่างหรูหราอู้ฟู่มานาน
“เป็นภาพที่ต่างออกไปอย่างมาก และสะท้อนความจริงที่ว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไม่ใช่เพียงแค่มีขนาดใหญ่และขยายตัวได้เร็วมาก แต่ตอนนี้ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกแล้ว” อูรี ดาดัส ผู้อำนวยการโครงการเศรษฐกิจระหว่างประเทศแห่งสถาบันวิจัยคาร์เนกี เอ็นโดวเมนต์ เพื่อสันติภาพระหว่างประเทศของสหรัฐ กล่าว
ดาดัส กล่าวต่ออีกว่า ในขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าทั้งสหรัฐและยุโรปไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมาสั่งให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ควรจะต้องทำอะไรอีกต่อไป!
ความเห็นดังกล่าวสอดรับกับความเห็นของ ฟิลลิปส์ สวาเจล นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ที่กล่าวว่า อำนาจทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในกำมือของกลุ่มบริกส์กำลังถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นอำนาจทางการเมืองมากขึ้น
ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณีที่กลุ่มบริกส์ได้ยื่นเงื่อนไขแก่ยุโรปภายหลังจากเคาะจำนวนตัวเลขเงินที่จะช่วยเหลือไอเอ็มเอฟในระหว่างประชุม จี20 ว่า กลุ่มบริกส์ควรมีบทบาทและเสียงโหวตในไอเอ็มเอฟมากขึ้น นอกจากนี้ยังตั้งเงื่อนไขซ้ำอีกว่า เงินในกองทุนดังกล่าวจะต้องไม่ถูกนำไปช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มประเทศในยุโรปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะกลุ่มบริกส์จะก้าวขึ้นมามีบทบาทเทียบชั้นกับชาติตะวันตกได้อย่างเต็มตัวแล้วตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ทว่าในข้อเท็จจริงแล้วนั้นการผงาดขึ้นของกลุ่มบริกส์นั้นเป็นเพียงแค่การแสดงบทบาทแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น หาใช่การมีเข้ามามีบทบาทและเข้ามาแทนที่บทบาทของกลุ่มประเทศตะวันตกที่มีอยู่ได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ เป็นเพราะสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก คือ โครงสร้างหลักทางอำนาจของโลก ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หรือเรียกกันว่า ระบบเบรตตันวูดส์ ที่สร้าง 2 องค์การสำคัญในการกำหนดชะตากรรมทางเศรษฐกิจโลก เช่น ไอเอ็มเอฟ และเวิลด์แบงก์ ในปัจจุบันยังคงอยู่ในกำมือและการควบคุมของสหรัฐและยุโรปอยู่
ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาต้องการ นั้นจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกลุ่มประเทศเจ้าของอำนาจเดิมเสียก่อน หาใช่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงได้โดยลำพัง
ประการที่สอง คือ ความสมัครสมานสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยมีกลุ่มบริกส์คอยเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ก็ยังไม่เป็นเอกภาพจนสร้างพลังมากพอที่จะนำไปสู่การผลักดันสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้จริง
เห็นได้ชัดเจนจากการส่งผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานธนาคารโลกเมื่อช่วงต้นปี ที่กลุ่มประเทศบริกส์ส่งผู้สมัครชนกันเองระหว่างบราซิลกับแอฟริกาใต้ ซึ่งแม้ว่าในช่วงก่อนการลงคะแนนเสียงผู้สมัครที่บราซิลเสนอมาจะยอมถอนตัวเพื่อไม่ให้ไปตัดคะแนนเสียงกันเองในกลุ่มบริกส์
แต่ทว่า ท้ายที่สุด จีน และอินเดีย ก็แอบหักหลังด้วยการสนับสนุน จิมยองคิม ตัวแทนที่ได้รับการเสนอจากสหรัฐขึ้นแท่นเป็นประธานธนาคารโลกไป
ประการที่สาม และเป็นเหตุผลสำคัญที่บริกส์จะยังไม่สามารถก้าวขึ้นมาเทียบชั้นกับชาติตะวันตกได้ คือ การขยายตัวและการเติบโตที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากการขยายตัวของตลาดภายใน แต่เกิดจากการพึ่งพาตลาดการส่งออกและการบริโภคจากโลกตะวันตกเป็นหลักมากกว่า
เห็นได้จากการที่สหรัฐและยุโรปเกิดภาวะปัญหาเศรษฐกิจ การขยายตัวของหลายประเทศในกลุ่มชาติกำลังพัฒนาต่างชะลอตัวลงเป็นแถบ
ล่าสุด การขยายตัวของจีดีพีจีนในไตรมาสแรกของปีนี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปีที่ 8.4% นอกจากนี้ตัวเลขผลผลิตทางอุตสาหกรรมพีเอ็มไอก็เข้าสู่ภาวะถดถอยติดต่อกันถึง 7 เดือน ขณะที่อินเดียก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน โดยจีดีพีไตรมาสแรกชะลอตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปีที่ 5.3%
ฉะนั้น ทั้งหมดทั้งปวงนี้จึงสะท้อนได้ว่า การที่กลุ่มบริกส์จะก้าวขึ้นมามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัวนั้น ยังคงไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากมากนัก
หากตราบใดที่บริกส์และกลุ่มกำลังพัฒนายังไม่สามารถก้าวพ้นอุปสรรคเหล่านี้ไปได้







