
"สเปน" อันตรายจ่อเขย่าศก.โลกรายต่อไป
ยิ้มกันได้ไม่นาน บรรดานักวิเคราะห์ นักลงทุน นักธุรกิจ ตลอดจนบรรดาผู้นำประเทศทั่วโลกต้องพากันกุมขมับด้วยความหวาดผวาอีกระลอก
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ยิ้มกันได้ไม่นาน บรรดานักวิเคราะห์ นักลงทุน นักธุรกิจ ตลอดจนบรรดาผู้นำประเทศทั่วโลกต้องพากันกุมขมับด้วยความหวาดผวาอีกระลอก หลังจากมีสัญญาณหลายประการชี้ให้เห็นแบบกระจ่างชัดจนตระหนักถึงความจริงได้ว่าระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่เกิดวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป จนถึงขณะนี้ ภูมิภาคดังกล่าวก็ยังไม่มีทางออกแน่ชัดจากปัญหาดังกล่าว
ซ้ำร้ายกว่านั้น สถานการณ์หนี้ได้แผลงฤทธิ์อาละวาดหนักลุกลามไปยังหนึ่งในประเทศใจกลางของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคอย่างสเปน
เรียกได้ว่าสเปนได้กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของวิกฤตยูโรโซนเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องประเมินหรือคาดเดากะเกณฑ์ใดๆ อีกต่อไป
เพราะหนี้สาธารณะของสเปนอยู่ในระดับสูงเช่นเดียวกับหนี้ภาคธนาคาร จนต้องร้องขอความช่วยเหลือไปเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา
แถมเพราะความคลุมเครือของเงื่อนไขในการให้เงินช่วยเหลือ ทำให้นักลงทุนหมดความไว้เนื้อเชื่อใจในรัฐบาลสเปน
และเพราะเศรษฐกิจของประเทศซบเซาอย่างหนักจากแผนรัดเข็มขัด และจากภาวะถดถอยของภูมิภาค จนต้องเผชิญกับภาวะขาดดุลงบประมาณ ขณะที่ตัวเลขคนว่างงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสเปนในวัยหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีลด
ทั้งนี้ สถานการณ์ของแดนกระทิงดุเริ่มเป็นจุดสนใจครั้งแรกหลังจากที่ปริมาณหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) พุ่งสูงจนไม่น่าไว้วางใจ แถมยังต้องเผชิญหน้ากับการขาดดุลงบประมาณมหาศาล
ที่สุดเมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2554 มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของสหรัฐก็ประกาศปรับลดอันดับเครดิตหนี้ของสเปนลดหนึ่งอันดับมาอยู่ที่ Aa2 พร้อมคำเตือนว่า หากไม่หาทางจัดการกับปัญหาหนี้ และเพิ่มรายรับ ไม่ช้าไม่นานสเปนต้องประสบกับปัญหาการเงินอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับภาคธนาคาร
ผ่านมาได้ปีกว่า แบงเกีย ธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของสเปนก็ประกาศขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เนื่องจากไม่สามารถแบกรับหนี้เน่าในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้อีกต่อไป ก่อนที่ทุกอย่างจะดำเนินมาถึงจุดเดือดที่รัฐบาลสเปน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี มาริอาโน ราฮอย ต้องยอมกลืนน้ำลายตนเองเอ่ยปากขอเงินช่วยเหลือเฉพาะภาคการเงินการธนาคารของตนเองจากอียู เป็นเงินมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านยูโร (ราว 4 ล้านล้านบาท)
แม้ว่าบรรดาผู้นำ ตลอดจนรัฐมนตรีคลังในกลุ่มอียูจะออกมาตอบรับคำร้องขอของสเปนอย่างรวดเร็ว เพื่อหยุดวิกฤตหนี้ไม่ให้ขยายตัวลุกลามไปยังประเทศอื่นที่ใหญ่กว่า เช่น อิตาลี จนคลายความวิตกกังวลของตลาดไปได้เปลาะหนึ่ง
แต่จนแล้วจนรอด การกระทำดังกล่าวก็ไม่สามารถระงับอาการหวาดผวาที่ตามหลอกตามหลอนนักลงทุนทั่วโลกได้ เพราะยังมีหลายประเด็นน่าสงสัยที่อียูยังไม่สามารถให้คำตอบได้
ประการแรกก็คือ ปริมาณเงินที่แท้จริงที่รัฐบาลสเปนต้องใช้เพื่อช่วยเหลือภาคธนาคารของตนเอง ซึ่งจำเป็นต้องรอให้ผู้ตรวจสอบจากอียู ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เข้าไปประเมินตรวจสอบกันเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักกลับเห็นพ้องตรงกันว่า จำนวนเงินดังกล่าวที่รัฐบาลสเปนเอ่ยปากขอไว้ที่ 1 แสนล้านยูโรไม่น่าจะเพียงพอเสียแล้ว โดยมีหลักฐานยืนยันจากข้อมูลตัวเลขการกู้ยืมระยะเวลา 3 เดือนขึ้นไปของธนาคารกลางสเปนล่าสุดที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมาได้ ได้แสดงให้เห็นว่าปริมาณการปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 1.527 แสนล้านยูโร (ราว 6.108 ล้านล้านบาท)
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า เฉพาะแค่สินเชื่อของธนาคารกลางซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 8.7% ของปริมาณการปล่อยสินเชื่อทั้งหมดก็สูงเกิน 1 แสนล้านยูโรแล้ว ดังนั้น หากสเปนจะจัดการปัญหาหนี้ของภาคธนาคารทั้งประเทศ ทั้งระบบ ไม่ว่าจะมองมุมไหน จำนวนเงินที่ขอไว้ไม่น่าจะเพียงพอได้
ทั้งนี้ อินเวสต์เทค อัฟเซธ สถาบันวิเคราะห์จากสหรัฐประเมินว่า สเปนอาจต้องใช้เงินช่วยเหลือภาคธนาคารอย่างน้อย 3 แสนล้านยูโร (ราว 12 ล้านล้านบาท)
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่ากังขาจนน่าวิตกต่อมาก็คือเงื่อนไขข้อแลกเปลี่ยนกับเงินช่วยเหลือที่ต้องให้สเปนปฏิรูปธนาคาร และการใช้เงินต้องอยู่ภายใต้การติดตามตรวจสอบใกล้ชิดจากอียูและไอเอ็มเอฟ เนื่องจากจนแล้วจนรอดรายละเอียดของข้อตกลงว่าจะทำอะไรและทำอย่างไรก็ยังคงไม่ชัดเจน ซึ่งท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ให้การปฏิรูประบบการเงินของสเปนยืดเยื้อกินระยะเวลายาวนานขึ้นไปอีก
วิกฤตหนี้ที่ตั้งเป้าจะให้จบกันได้เร็วก็จะเป็นได้เพียงแค่ความคาดหวังกันต่อไป
ทั้งนี้ ความล่าช้าของการปฏิรูปธนาคารย่อมส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของสเปนทั้งประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเพียงแค่ส่อแววจะยืดเยื้อ ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับเครดิตจากฟากสหรัฐก็ส่งแรงกระทุ้งระลอกใหญ่ให้อียูและสเปนเร่งดำเนินการด้วยการประกาศลดเครดิตหนี้ของสเปนลงต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีอันดับความน่าเชื่อถือเหนือเพียงสถานะ “ขยะ” เท่านั้น
นอกจากนี้ ความสงสัยที่เกิดขึ้นยังส่งให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสเปนในหมู่นักลงทุนเหือดหายจนเห็นได้ชัด ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพคล่องของประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีหลักฐานยืนยันล่าสุดจากการขายพันธบัตรรัฐบาลสเปนเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา
แม้รัฐบาลสเปนจะสามารถระดมทุนจากการขายพันธบัตรได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ที่ 3,040 ล้านยูโร แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขายงวดก่อนหน้าเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ถึง 3% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสเปนอายุ 10 ปี พุ่งสูงถึง 7.27% โดยนับว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2542 ที่มีการเปิดใช้เงินสกุลยูโรเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ 7.11% ซึ่งนับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ถือได้ว่าอันตรายอย่างยิ่ง และใกล้เคียงกับระดับที่ กรีซ ไอร์แลนด์ หรือโปรตุเกส ต้องประกาศขอเงินช่วยเหลือจากอียู
ไม่ต้องตอกย้ำก็คงพอจะเห็นชัดเจนแล้วว่านักลงทุนทั่วโลกไม่เชื่อมั่นในสเปนจนหมดความอยากที่จะซื้อพันธบัตรอีกต่อไป ไม่ว่าราคาจะดีมากแค่ไหนก็ตาม จนต้องใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นตัวล่อใจ
ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ของสเปนที่เศรษฐกิจกำลังถดถอย รัฐบาลขาดดุลอย่างหนัก เก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า และคนตกงานอยู่ในระดับสูงกว่า 25% ทำให้ตลาดพันธบัตรเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลสเปน
ทว่า หากต้นทุนการกู้ยืมยังพุ่งพรวดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าหรือเร็วรัฐบาลสเปนจำต้องเอ่ยปากขอเงินช่วยเหลือจากอียู อีซีบี และไอเอ็มเอฟ ตามรอยกรีซ
และในที่สุดก็จำต้องรับเงื่อนไขรัดเข็มขัด ตัดลดค่าใช้จ่ายเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจประเทศที่โตได้ช้าอยู่แล้ว กลายเป็นหดตัว
คำถามที่ตามมาก็คือ หากสเปนก้าวถึงขั้นที่ต้องขอเงินช่วยเหลือตามรอยกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ปริมาณเงินแค่ไหนถึงจะเพียงพอช่วยประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสเปน ซึ่งใหญ่กว่า 3 ประเทศที่ขอเงินช่วยเหลือไปแล้วก่อนหน้ารวมกัน
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างประเมินตรงกันว่า เมื่อคำนวณจากขนาดเศรษฐกิจและสถานะหนี้ของสเปนแล้ว แดนกระทิงดุแห่งนี้อาจต้องใช้เงินช่วยทั้งหมด 4 แสนล้านยูโร (ราว 16 ล้านล้านบาท) ซึ่งโชคดีว่ากองทุนเงินช่วยเหลือของยุโรปในขณะนี้ที่เหลืออยู่ที่ 5.57 แสนล้านยูโร (ราว 22.28 ล้านล้านบาท) มีเพียงพอแบบเฉียดฉิวที่จะยื่นมือช่วยสเปน
แต่เมื่อได้ขึ้นชื่อว่าเป็นกองทุนช่วยเหลือ เงินที่หายไปเกือบหมดย่อมต้องทำให้ประเทศสมาชิกจัดการระดมทุนกันใหม่ อย่างน้อยก็เพื่อให้เป็นหลักประกันที่สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนว่าภูมิภาคยุโรปมีทางรอดแน่ๆ หากจะมีวิกฤตอีก
ทว่า คำถามน่าหนักใจก็คือ ใครจะเป็นผู้เสียสละเงินเข้ากองทุนเพื่อให้มีเพียงพอช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ซึ่งอย่างน้อยในขณะนี้ ไซปรัส สมาชิกของอียูก็เริ่มส่งสัญญาณแสดงความต้องการที่อาจต้องอาศัยเงินช่วยเหลือจากอียูแล้ว โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) ระบุชัดเจนว่า หากต้องให้เงินช่วยเหลือสเปนจริง อียูก็จะไม่เหลือเงินช่วยเหลือประเทศสมาชิกใดๆ อีกต่อไป
และจะเป็นอันตรายต่อระบบการเงินโลกในที่สุด
สถานการณ์ในขณะนี้ สเปนจึงเป็นตัวอันตรายที่หากละสายตาเพียงชั่วครู่ ก็อาจจะต้องชอกช้ำไปอีกนาน







