posttoday
เมืองใหม่ บูรพนา ฝันได้แต่ไปไม่ถึง "ฝั่ง"

เมืองใหม่ บูรพนา ฝันได้แต่ไปไม่ถึง "ฝั่ง"

21 มิถุนายน 2555

พลันที่มีการจุดประกายโครงการก่อสร้างเมืองใหม่ “บูรพนา” ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

โดย...จตุพล สันตะกิจ

พลันที่มีการจุดประกายโครงการก่อสร้างเมืองใหม่ “บูรพนา” ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจในภูมิภาค (กรอ.) ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.ชลบุรี วันที่ 17-19 มิ.ย.ที่ผ่านมา แทบทุกสายตาต่างจับจ้องมองไปในเรื่องการปั้นฝันสร้างราคาที่ดินให้ฟูฟ่อง

กระนั้น ผู้เข้าร่วมประชุม กรอ.ทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 70 คน มีเกินครึ่ง “ส่ายหน้า” ไม่รู้จักโครงการนี้ หรือจุดประสงค์ของการสร้างเมืองใหม่

เพราะจู่ๆ ก็มีการเสนอเรื่องให้วงประชุม กรอ. พิจารณาอนุมัติเพื่อสนับสนุนโครงการ

แม้แต่ตัว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เองได้แต่ทำหน้างงๆ มีเพียงคนรุ่นเก่าอย่าง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย และรัฐมนตรีสูงวัยอีก 23 คน ที่รู้ที่มาที่ไปของโครงการนี้อย่างดี และพยายามอธิบายภาพเป็นฉากๆ

โครงการก่อสร้างเมืองใหม่บูรพนา มีรากศัพท์มาจากคำว่า “บูรพา+พัฒนา” เป็นโครงการร่างแผนกันมาตั้งแต่เมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว

บูรพนาถูกวางบทบาทให้เป็น “เมืองใหม่” เคียงคู่กับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตามแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ในยุค “โชติช่วงชัชวาล”

ทว่าเมืองใหม่แห่งนี้เดินหน้าไปไม่ถึง “ฝั่งฝัน” ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา แม้เวลาจะล่วงเลยถึงวันนี้ก็ตาม

แต่โครงการเมืองใหม่บูรพนายังอยู่ในความสนใจและมีผู้พยายามผลักดันโปรเจกต์นี้เรื่อยมา โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทย กลุ่มทุนในพื้นที่และกลุ่มทุนใหญ่จากส่วนกลาง

กระทั่งปี 2551 กรมโยธาธิการและผังเมือง จัดการ “ปัดฝุ่น” โครงการเมืองใหม่บูรพนาขึ้นมาทำการศึกษาอีกครั้ง โดยครั้งนี้อยู่ภายใต้ชื่อ “โครงการพัฒนาเมืองศูนย์กลางจังหวัดบูรพนา”

พิมพ์เขียว “บูรพนา” ที่กรมโยธาธิการฯ วาดฝันไว้นั้น จะให้เมืองนี้เป็นเมืองศูนย์กลางของกลุ่ม จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

พร้อมทั้งจัดวางผังยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาเมืองและชุมชน การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ การลงทุนระบบคมนาคมขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อที่จะชี้นำการพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการอย่างเบ็ดเสร็จ

เมื่อพลิกเอกสารรายละเอียดโครงการ มีการระบุที่ตั้งเมืองใหม่ขึ้นว่าอยู่ในพื้นที่รอยต่อ อ.บางละมุง และ อ.นิคมพัฒนา เมืองบริวาร อบต.เขาไม้แก้ว ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี เทศบาลมะขามคู่ อบต.พนานิคม มาบยางพร จ.ระยอง

มีการประมาณการการใช้พื้นที่สำหรับสร้างเมืองใหม่ 100 ตารางกิโลเมตร หรือ 6.25 หมื่นไร่ เพื่อรองรับประชากรเกือบครึ่งล้านคน

จุดประสงค์การสร้างเมืองใหม่ก็เพื่อตอบรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของประชากรที่กระจายตัวสู่พื้นที่ด้านใน (In Land) เป็นเมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การบริการ การศึกษา การวิจัยและพัฒนา

ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการขนส่งหลายรูปแบบ ทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก มีการพัฒนาเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือแหลมฉบังท่าเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

เมืองใหม่ บูรพนา ฝันได้แต่ไปไม่ถึง "ฝั่ง"

 

เชื่อมโยงกับโครงข่ายระบบรางและส่งเสริมกิจกรรมด้านอุตสาหกรรมและการเกษตร

ถือเป็นเมืองใหม่ที่ถูกวาดฝันไว้ใน “จินตนาการ” อย่างสวยหรู

แต่ต้องฟันธง ณ ที่นี้เลยว่าโครงการเมืองใหม่ “บูรพนา” แทบไม่มีโอกาสไปถึงฝั่งฝันได้ในระยะอันใกล้เลย

เนื่องเพราะมีปัจจัยอย่างน้อย 5 ประการที่เป็นคำถามค้างคาอยู่

ประการแรก คือ การไม่ได้รับการสนับสนุนของฝ่ายการเมือง ชุมชนและท้องถิ่น

เพราะแม้นักการเมืองท้องถิ่นและกลุ่มทุนในท้องที่จะผลักดันโครงการนี้เต็มที่ แต่ฟังเสียงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีท่าที “กังขา” กับโครงการที่มีวัตถุประสงค์ไม่ชัดเจน

แม้แต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้มุมมองเกี่ยวกับการสร้างเมืองใหม่แห่งนี้ว่า

“คิดว่าโอกาสเกิดโครงการนี้ไม่น่าจะสูง เพราะคิดมา 30 ปี แต่ไม่มีรัฐบาลไหนสนใจ ไม่สานต่อ ไม่พูดถึง ไม่มีการศึกษา ไม่มีความเห็นทั้งทางบวกหรือทางลบ โอกาสเกิดถ้ามี ก็น้อยมาก หรือไม่ก็ไม่มีโอกาสเลย ลองคิดดูโครงการถูกคิดมา 30 ปี แต่ไม่มีใครพูดถึง จนมาได้ยินวันนี้ เพราะถ้าดี คงมีคนหยิบขึ้นมาดูเนืองๆ”

อย่างไรก็ตาม กิตติรัตน์ ระบุว่า ในฐานะรัฐบาลเมื่อเอกชนหยิบยกเรื่องนี้มาถามรัฐบาลว่า จะผลักดันต่อหรือไม่ ก็ต้องรับเอาไปศึกษา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะไปศึกษาทบทวนโครงการนี้ และปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทว่าสิ่งที่ กิตติรัตน์ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า เอกชนถามรัฐบาลว่า สนใจจะผลักดันโครงการต่อหรือไม่ ผมคิดว่าเอกชนเขาสนใจ เพราะเป็นโอกาสการพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์

ส่วนใครจะไปเก็งกำไรก็ช่วยไม่ได้

เป็นการตอกย้ำได้ดีว่าการ “ปลุกผี” โครงการเมืองใหม่บูรพนา ทำให้ราคาที่ดินในพื้นที่เป้าหมายถีบตัวสูงขึ้น

ประการที่ 2 การจัดวางโครงสร้างการปกครองเมืองใหม่จะอยู่ในรูปแบบใด เพราะในเมื่อพิจารณาเขตอำนาจปกครองพบว่าพื้นที่นี้กินบริเวณรอยต่อ 2 จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

จึงจำเป็นต้องร่างกฎหมายองค์กรปกครองพื้นที่พิเศษขึ้นมาใหม่ เช่น เมืองพัทยา หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ ขณะที่ปัญหาเรื่องการจัดสรร “อำนาจ” ปกครองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่ 3 หากแผนสร้างเมืองใหม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริงๆ รัฐบาลจำเป็นต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ก็ไม่ต่างกับการตัดถนนผ่านป่าเพื่อไปสร้างเมืองใน “หุบเขา” ทั้งยังต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจให้คนอพยพไปอยู่เมืองใหม่อีก ก็ต้องถามกลับว่า การลงทุนสร้างเมืองใหม่คุ้มค่ากับผลที่ได้รับหรือไม่

นอกจากนี้ ยังต้องคิดไกลไปต่อว่าเมืองใหม่แห่งนี้จะมีรายได้จากแหล่งใด

หากประชากรเบาบางและตั้งพื้นที่โดดๆ เดี่ยวๆ ไม่มีแหล่งโรงงานนิคมอุตสาหกรรม เมืองใหม่ก็แทบไม่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง และจำเป็นต้อง “แบมือ” ของบประมาณจากรัฐบาลกลางอยู่ร่ำไป

ประการที่ 4 หากการสร้างเมืองใหม่มีจุดประสงค์เพื่อย้ายประชากรและชุมชนออกจากพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม น่าจะมีทางเลือกในการย้ายมีแนวทางที่ใช้เงินลงทุนน้อยกว่า เช่น การย้ายชุมชนหรือที่พักแรงงานไปอยู่ในเขต “กันชน” จากนิคมอุตสาหกรรมแต่ละแห่งเป็นระยะทาง 10-20 กิโลเมตร และเป็นผลดีต่อแรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องเดินทางไกล

แต่ทว่า วัตถุประสงค์การสร้างเมืองใหม่กลับยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ทั้งสิ้น ว่าเมืองใหม่แห่งนี้ จะเป็นพัฒนาเมืองเศรษฐกิจใหม่ ศูนย์กลางคมนาคมขนส่ง

หรือเป็นการสร้างเมือง เพื่ออพยพคนออกจากเขตนิคมอุตสาหกรรม

เมื่อไม่มีโจทย์ชัดเจน การเกิดขึ้นของเมืองใหม่จึงเป็นไปได้ยาก

ขณะที่โครงการเมืองใหม่บูรพนาที่ริเริ่มเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ซึ่งวันนั้นความหนาแน่นของประชากรและการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เบาบาง มีพื้นว่างกว้างขวาง ต่างจากวันนี้ที่พื้นที่สร้างเมืองใหม่หนาแน่นขึ้น

แน่นอนว่า การสร้างเมืองใหม่ก็คงหนีไม่พ้นที่จะจัดวางผังเมืองใหม่ หรืออาจต้องรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้าง

นั่นเป็นสาเหตุทำให้เกิดการต่อต้านและความขัดแย้งในพื้นที่

ประการสุดท้าย การยอมรับจากชุมชนในพื้นที่กับการรองรับการพัฒนา หากไม่มีส่วนร่วมจากคนในพื้นที่ หรือหากมีกลุ่มนายทุนเข้าไปกว้านซื้อที่ดินเก็งกำไร คนที่เดือดร้อนก็คือ คนในพื้นที่นั่นเอง

เพราะถูกนายทุนบีบให้ขายที่ดินทำกิน ไม่ว่าจะโดยการเจรจาหรือข่มขู่ก็ตาม

สิ่งเหล่านี้ ล้วนไม่เป็นผลดีกับคนในถิ่นฐานเดิมเลย เพราะนอกไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาแล้ว ยังถูกขับไล่ให้ออกจากถิ่นฐานเดิม

ส่วนคนที่ได้ประโยชน์ คือ นักการเมือง นายทุน และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น

เมื่อพิเคราะห์จากปัจจัยเบื้องต้นแล้ว เมืองใหม่บูรพนาจึงเป็นเพียงโครงการในความฝันที่ยากจะเกิดขึ้นจริง

แต่ถูกจุดกระแสเพื่อ “ปั่นราคา” ที่ดินเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง