posttoday
โจ๊กที่ไม่ตลก

โจ๊กที่ไม่ตลก

21 มิถุนายน 2555

ผมเป็นคนคิดช้าและมีสีหน้างง เขาเห็นแล้วก็หัวเราะพร้อมกับเฉลยให้ฟังว่า โจ๊กราคา 25 บาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั่นไง

โดย...อรุณ จิรชวาลา

มีคนถามผมว่า โจ๊กอะไรที่ไม่ตลก

ผมเป็นคนคิดช้าและมีสีหน้างง เขาเห็นแล้วก็หัวเราะพร้อมกับเฉลยให้ฟังว่า โจ๊กราคา 25 บาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั่นไง

ปัญหาของแพงเป็นเรื่องโจ๊กที่ประชาชนไม่รู้สึกว่าตลกหรือขบขันมาแต่ต้น เริ่มด้วยนายกรัฐมนตรี บอกว่า ของแพงเป็นเรื่องของความรู้สึก และเมื่อถูกฝ่ายค้านประจานเรื่องแพงทั้งแผ่นดิน ก็ยังอุตส่าห์มีมุขของลูกชายนายใหญ่ที่ออกมาแนะนำร้านอาหารราคาถูกข้างที่ทำการของฝ่ายค้าน

แต่เรื่องของถูกหรือของแพงมันหลอกกันไม่ได้ ปิดบังกันไม่มิด ชาวบ้านเขาต้องจับจ่ายใช้สอยอยู่เป็นประจำทุกวัน เขาจึงไม่รู้สึกขบขันด้วย

เสียงด่ากันขรมที่ตามมาช่วยปลุกรัฐบาลให้ตื่นจากหลับ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีความพยายามในการแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีโครงการที่โดนใจประชาชนและที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

ไม่น่าแปลกใจที่คนแรกที่อาสา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองโดยตรง คือ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อาจเป็นเพราะหยิ่งผยองว่าเรื่องยากกว่านี้ก็ทำสำเร็จมาแล้ว ประสาอะไรกับเรื่องของแพง ซึ่งไม่มีเลือดไม่มีเนื้อ และตอบโต้ไม่เป็น

แต่ไม่ทราบเป็นเพราะมีการเตะตัดขากันเองภายในหรือไม่ ทำให้ไม่มีใครช่วยเอาของถูกจริงๆ มาวางขาย โครงการจึงหงอย แม้เจ้าของโครงการจะใช้โวหารอวดอ้างความสำเร็จ แต่ก็ไม่เห็นมีคนคล้อยตาม

หลังจากนั้นก็มีการผุดโครงการอื่นๆ ขึ้นมาอีกหลายโครงการ เช่นมหกรรมสินค้าราคาโรงงาน โครงการร้านค้าถูกใจ โครงการขายอีกก็ถูกอีก ตลอดจนปัดฝุ่นเรื่องเก่าๆ อย่างสินค้าธงฟ้าขึ้นมา แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจึงมีการประกาศมาตรการควบคุมราคา 7 เมนูจานด่วนออกมา ซึ่ง 1 ใน 7 เมนู ก็คือโจ๊กหมูกับโจ๊กไก่ราคา25 บาท ที่มีคนเอาไปล้อเลียนนั่นเอง

มาตรการนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนความอ่อนด้อยด้านการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้ เพราะไม่เฉพาะผมเท่านั้นที่มองไม่เห็นโอกาสประสบความสำเร็จ ถามใครๆ ก็ได้คำตอบตรงกันว่าไม่มีทางช่วยแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนได้

ผมใคร่ขอชี้จุดอ่อนบางประการของมาตรการนี้ให้เห็น ดังนี้

หนึ่ง ประชาชนกลุ่มที่เดือดร้อนกับเรื่องของแพงมากที่สุด คือกลุ่มที่มีรายได้น้อย ซึ่งกลุ่มนี้โดยปกติจะไม่เข้าไปซื้อหาอาหารรับประทานในห้าง แต่จะซื้อหาจากร้านค้าเล็กๆ หรือตามข้างถนน ซึ่งไม่อยู่ภายใต้ขอบข่ายของการควบคุมราคา

กลายเป็นว่ากลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดไม่ได้รับการเหลียวแล แต่กลับไปพยายามช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนน้อยกว่าแทน หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกจุดนั่นเอง

สอง โดยทั่วไปสินค้าที่ถูกควบคุมราคาควรเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านปริมาณ เช่น ไข่ไก่เบอร์ 2 น้ำมันปาล์มขวดบรรจุ 1 ลิตร ข้าวสาร น้ำตาลทรายขาว หรือหมูเนื้อแดงไม่ติดมันน้ำหนัก 1 กิโลกรัม เป็นต้น มิฉะนั้นการควบคุมราคาจะเป็นเรื่องไร้ความหมายและไร้สาระอย่างสิ้นเชิง เพราะผู้ขายสามารถขึ้นราคาในทางอ้อมด้วยการปรับลดปริมาณให้สอดคล้องกับราคาควบคุม

ควบคุมแล้วไม่ได้ผล บังคับใช้ไม่ได้และไม่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค จะทำไปทำไม

มีคนตั้งข้อสมมติฐานว่า โครงการทั้งหลายที่รัฐบาลนำมาทดลองทำล้วนมีการเสนอกันมาแล้วแต่ตอนต้น ซึ่งก็จะมีการเลือกโครงการที่ดีที่สุดมาทำก่อน ต่อเมื่อไม่ได้ผลจึงเลื่อนลงไปหยิบโครงการที่แย่กว่ามาทำเป็นลำดับ ด้วยเหตุนี้โครงการหลังๆ จึงดูอัปลักษณ์ยิ่งกว่าโครงการแรกๆ

เขาสรุปให้ฟังอย่างคล้องจองและแบบติดตลกว่า ยิ่งทำ ยิ่งลักษณ์ ยิ่งเลอะ

สาม โดยทั่วไปการควบคุมราคาจะทำให้อุปทานของสินค้ามีน้อยลง กล่าวคือ เมื่อส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุน หรือมาร์จินลดลง ผู้ผลิตบางรายก็อาจเลิกหรือลดปริมาณการผลิต ผู้ขายบางรายก็อาจเลิกหรือลดปริมาณที่สั่งมาขาย

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อาจเกิดปัญหาสินค้าขาดแคลน โดยในระยะสั้น ผู้บริโภคบางส่วนอาจต้องยอมจ่ายเกินราคาควบคุมเพื่อให้ได้สินค้ามาบริโภค อีกบางส่วนอาจต้องยอมเสียค่าใช้จ่ายทางอ้อม เช่น ยอมเสียเวลาเข้าคิวรอการจัดสรร เป็นต้น

สำหรับในระยะยาวผลเสียจะเกิดกับผู้บริโภคทั้งระบบ กล่าวคือ จำนวนผู้ผลิตอาจมีน้อยลง รูปแบบที่ให้เลือกอาจมีน้อยลง รวมทั้งราคาสินค้าเมื่อเลิกควบคุมอาจจะสูงกว่าตอนก่อนถูกควบคุมเสียอีก

อย่างไรก็ตาม สำหรับครั้งนี้เราอาจมองโลกในแง่ดีว่าการที่รัฐบาลควบคุมราคาไม่ได้จริงก็ไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อนมากขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่อาจทำให้เสียความรู้สึกบ้างเท่านั้น

ผมอยากให้ข้อสังเกตและให้คำแนะนำกับรัฐบาลว่า โครงการแรกๆ บางโครงการที่หยุดทำไปแล้ว เช่น โครงการถูกทั้งแผ่นดิน ยังดีกว่าการพยายามควบคุมราคาเมนูจานด่วนเป็นไหนๆ เพราะโดยหลักการพื้นฐาน โครงการเหล่านั้นพยายามเพิ่มอุปทานสินค้าในตลาดซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย

น่าจะพิจารณารื้อฟื้นโครงการถูกทั้งแผ่นดินขึ้นมาใหม่ เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธี เช่น สินค้าที่นำมาวางขายจะต้องราคาถูกจริงๆ และมีขายไม่อั้น นอกจากนั้นยังต้องทำต่อเนื่องจนประชาชนเกิดความคุ้นเคย เดินทางมาซื้อสินค้าโดยไม่รู้สึกว่าต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากกว่าปกติ

ผมอยากให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า ที่จริงตลอด 23 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลค่อนข้างโชคดีที่ราคาน้ำมันในตลาดโลก นอกจากจะหยุดขึ้นแล้ว ยังกลับลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถึงแม้ค่าไฟฟ้าจะยังไม่ลดลงมาในทันที แต่ต้นทุนด้านขนส่งก็ลดลงบ้างแล้ว ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อโดยรวมลดน้อยถอยลงไปมาก

หากบริหารจัดการให้ถูกวิธี เลิกหมกมุ่นกับปัญหาการเมืองเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและออกกฎหมายปรองดอง แต่หันมาทุ่มเทให้กับเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเต็มที่ ก็เชื่อว่าการแก้ปัญหาของแพงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรง m

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท