
แตกต่างแต่ไม่แตกแยกทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ
เหตุการณ์ความรุนแรงจากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังตึงเครียด ซึ่งมีการนำเสนอทั้งภาพและเสียงของเหตุการณ์การชุมนุมที่อาจเกิดการปะทะ ใช้ความรุนแรง รวมถึงการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพ อาจจะทำให้ประชาชนและผู้บริโภคข่าวสารทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์ รู้สึกอินไปกับข่าวนั้นๆ จนเกิดความโกรธและความเครียดตามมาได้
นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย กรรมการผู้จัดการ และจิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวว่า สังคมไทยในปัจจุบันที่กำลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงตึงเครียดจากสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตด้วยอารมณ์มากกว่าสติและเหตุผล หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้และใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา ก็คงยากที่ประเทศไทยจะหลีกพ้นการสูญเสียในทุกๆ ด้าน
นพ.ไกรสิทธิ์ บอกว่า ช่วงนี้คนไทยทุกคนต้องตั้งสติให้ได้ พินิจวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความสุขุมรอบคอบ ต้องมองถึงผลระยะยาวมากกว่าผลระยะสั้นเฉพาะหน้า ระบอบการปกครองทางการเมืองเป็นสิ่งที่คู่กับสังคมมนุษย์ทุกสังคม ทุกยุคทุกสมัย สภาพสังคมของแต่ละประเทศหรือแต่ละยุคสมัยย่อมมีลักษณะเฉพาะของมันเอง
ดังนั้น ระบอบการปกครองที่จะทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข จึงจำเป็นต้องมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ประเทศไทยก็มีประสบการณ์และบทเรียนด้านความขัดแย้งทางการเมืองมาหลายครั้ง และก็ได้ประสบกับความสูญเสียมาหลายครั้งเช่นกัน
“
ในแง่ของการเมืองไทย เราทุกคนอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงย่อมมีการขัดแย้งเกิดขึ้นเสมอ ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งถ้าใช้แต่อารมณ์ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นมาก ถ้าใช้สติมากกว่าความเสียหายก็จะมีน้อย ในสังคมประชาธิปไตยแต่ละคนมีอิสรเสรีที่จะคิดอย่างไรก็ได้ ทุกคนไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันสิ่งสำคัญทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนที่มีความคิดที่แตกต่างกันได้ ความแตกต่างกันทางด้านความคิด ถ้านำมาใช้อย่างสร้างสรรค์ก็จะทำให้เกิดการพัฒนา เพราะจะช่วยให้สามารถมองเห็นปัญหาได้ละเอียดลึกซึ้งขึ้น มองเห็นข้อดีข้อเสีย มองเห็นทางเลือกของการแก้ไขปัญหาได้อย่างรอบด้าน แต่ถ้านำเอาความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาใช้อย่างไม่สร้างสรรค์ นั่นก็คือก่อให้เกิดความแตกแยก อารมณ์ขุ่นมัว ไม่พอใจ ทะเลาะเบาะแว้ง ปะทะกัน ทำลายล้างกัน ทุกคนก็จะพบกับความสูญเสีย
”ขอแนะนำแนวทางปฏิบัติ 10 ประการ เพื่อใช้ระงับความเครียดทางการเมือง ดังนี้
1.ให้นึกเสมอว่าเรื่องการเมืองย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องแตกแยก และเชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีทางออก
2.ควรดูข่าวการเมืองเพื่อให้รู้ความเป็นไปของสถานการณ์ เพื่อความเข้าใจและการเตรียมความพร้อมที่เหมาะสม โดยไม่ต้องเก็บมาใส่ใจและมีอารมณ์ร่วมแบบโอเวอร์มากจนเกินไป
3.เตือนตนเองว่าคนเราในโลกนี้แตกต่างกัน ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แม้แต่ตัวเราเองก็มีข้อบกพร่อง จะช่วยทำให้เข้าใจถึงสัจธรรมของโลก ทำให้โกรธยากขึ้น ให้อภัยได้ง่ายขึ้น
4.คอยเตือนตนเองว่าความโกรธและความเครียดคือการเผาตัวเอง ทำลายสุขภาพตัวเอง พยายามสังเกตอารมณ์ตัวเองให้รู้เท่าทันว่ากำลังเครียดหรือกำลังจะโกรธ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความโกรธได้ง่าย
5.ฝึกชะลออารมณ์โกรธ และสลายความเครียดโดยการเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการนับ 110 หายใจเข้า
–ออกลึกๆ ช้าๆ พยายามผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย6.หลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์ที่ยั่วยุให้เกิดอารมณ์โกรธ เพราะถ้าหากยังอยู่ในสถานที่นั้นอาจจะทำให้ความโกรธถึงจุดเดือด และปัญหาความเครียดก็จะตามมาได้
7.ฝึกให้อภัยและปล่อยวาง
8.ทุกคนต้องดูแลสุขภาพกายตนเองให้ดี รับประทานอาหารและพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ เพราะคนที่หิวหรือนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะเกิดอารมณ์โกรธ โมโห ใช้ความรุนแรงได้ง่าย ถ้าแก้ปัญหาด้วยตนเองแล้วยังไม่ได้ผล ควรขอคำปรึกษาจากคนใกล้ชิด ถ้าปัญหารุนแรงมากอาจจำเป็นต้องปรึกษานักจิตวิทยาคลินิกหรือจิตแพทย์
9.เรื่องการเมืองย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ แต่ก็ต้องเชื่อว่าทุกอย่างมีทางออก สิ่งที่ควรระวังมากที่สุดคือความเครียดจะไปบันดาลโทสะทำให้เกิดความรุนแรง ทุกคนจำเป็นต้องตั้งสติ ระงับอารมณ์โกรธให้ได้
10.ควรต้องเอาใจใส่คนรอบข้าง รวมทั้งเด็ก เช่น การรับชมข่าวสารเหตุการณ์ การดูภาพความรุนแรงๆ ซ้ำๆ ทั้งภาพและเสียงผ่านสื่อ มีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้ชมอย่างแน่นอน ทุกฝ่ายจึงควรให้ความระมัดระวังในเรื่องนี้
ขอให้ทุกคนตั้งสติ เอาใจใส่กัน ช่วยเหลือกัน เพื่อให้สังคมไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยความราบรื่น หรือสูญเสียน้อยที่สุด เพื่อรักษาสังคมที่ดีไว้ให้แก่ลูกหลานไทยของเรา







