posttoday
การเมืองเรื่อง...เพศสภาพแขวะ สีม่วง ล้าหลัง เสียแนวร่วม

การเมืองเรื่อง...เพศสภาพแขวะ สีม่วง ล้าหลัง เสียแนวร่วม

13 มีนาคม 2553

การเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในช่วง 23 ปีมานี้มีการนำประเด็น “เพศสภาพ” มาเป็นอาวุธห้ำหั่นและดิสเครดิตทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีการใช้คำปราศรัยโจมตีที่หยาบคาย รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคู่กรณีรัฐบาล ผู้อื้อฉาวไปทั่วโลก ยังกระโดดเข้ากระบวนการเหล่านี้โดยไม่ลังเล ทักษิณโพสต์ผ่านทวิตเตอร์โจมตีรัฐบาลว่า “ขอให้เลิกนิสัยสีม่วงเสีย”

ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความจริงแล้วเรื่องเพศสภาพ ศาสนา เชื้อชาติ ไม่ควรนำมาโจมตีทางการเมือง เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกัน และคนที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศ หรือมีเพศสภาพที่แตกต่างไปก็ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไม่ดี การหยิบยกสัญลักษณ์ “สีม่วง” และมีการใช้คำว่า “ถ้าเป็นลูกผู้ชายอย่าไปทำอะไรแบบนี้” พฤติกรรมแบบนี้ จริงๆ แล้วมันทำให้คนพูดเสียหายเองมากกว่า เพราะคนที่เป็นรักร่วมเพศ เป็นเกย์ เป็นเลสเบียน หรือคนที่แปลงเพศแล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นมนุษย์ที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดีเหมือนกันทั้งสิ้น

อาจารย์รัฐศาสตร์คิดว่าการโจมตีทางการเมืองในลักษณะนี้ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จะเสียแนวร่วมมากกว่า เพราะทัศนคติการโจมตีว่าเขาเป็นสีม่วง เป็นพวกไม่ใช่ลูกผู้ชาย จะไม่ได้ผล เนื่องจากเมืองไทยได้พัฒนาไปไกลกว่าที่จะนำประเด็นการใช้เรื่องเพศสภาพมาโจมตีกันแล้ว เชื่อว่าประเด็นนี้จะทำให้คนเสื้อแดงเสียแนวร่วมไปเอง

ไม่ต่างจากกรณีแกนนำคนเสื้อแดงบางคนโจมตีการสืบเชื้อสายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่ามาจากเวียดนาม แม้จะด่าเฉพาะนายกฯ อภิสิทธิ์คนเดียว แต่ในเมืองไทยมีคนไทยเชื้อสายเวียดนามมานานกว่า 200 ปี อยู่จำนวนมาก

“คนที่มีทัศนคติแบบนี้ถือว่าล้าหลังมาก มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกในสังคม ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเป็นถึงผู้นำประเทศ จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จะมีทัศนคติที่ล้าหลังมากแบบนี้ เพราะเป็นการเหมารวมว่าคนสีม่วงไม่ดีไปหมด ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ทั้งที่ในความจริงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำ นปช. ควรใช้การวิพากษ์วิจารณ์ที่อารยะและยกระดับพี่น้อง นปช.ให้มีทัศนคติที่กว้างขวางมากขึ้น ให้เจริญมากกว่านี้ ไม่ใช่ฉุดให้คนเสื้อแดงเข้าใจอะไรผิดๆ

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าแรงจูงใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ใช้คำว่าสีม่วงโจมตีรัฐบาลนั้น น่าจะเกี่ยวข้องกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่เกี่ยวกันเลย เพราะคนจะเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ เพศวิถีอะไรก็แล้วแต่ เขาสามารถมีทัศนคติทางการเมืองที่เสรี หรือเผด็จการได้ทั้งนั้น”

ทั้งนี้มุมมองเพศสภาพ เพศวิถีในสังคมไทยในขณะนี้ถือว่ามีความก้าวหน้าไปมาก โดยเมื่อไม่นานมานี้ที่เชียงใหม่ มีการคุ้มครองเรื่องเกี่ยวกับเพศสภาพ เพศวิถี รักร่วมเพศ โดยศาลตัดสินคุ้มครองไปแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยก้าวหน้า เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงหรือผิดปกติ แต่มันเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะมีความเป็นตัวตนของเขาอย่างไร เพราะคนที่มีเพศสภาพอย่างหนึ่ง อาจจะเลวหรืออาจจะดีก็ได้

ฉะนั้นสังคมไทยควรช่วยกันสร้างให้คนเข้าใจว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำ นปช. ใช้เพศสภาพของอีกฝ่ายในการโจมตีเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบโต้ แต่ให้มองว่าเป็นความบกพร่องของคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจ และพยายามจะสร้างประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางการเมืองให้ขยายออกไป กลายเป็นการล้อเลียนทำให้เกิดความตลกขบขัน การดูแคลน ซึ่งจะขยายไปสู่คนไทยอื่นๆ ที่เป็นชาวสีม่วง ทั้งๆ ที่ใน นปช. เองยังมีคนสีม่วง

“ประเด็นนี้จะกลายเป็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำ นปช.กำลังทำลายพันธมิตรของตัวเองทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ผมหวังว่าจะมีการยุติการพูดจาแบบนี้ และทางที่ดีที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำ นปช. ควรออกมาขอโทษสังคมไทยและพี่น้องชาวสีม่วง ที่ตัวเองได้พูดจาผิดพลาดไปแล้วและจะทำไม่ทำอีก หากทำแบบนี้อาจจะได้พี่น้องชาวสีม่วงที่เคยเป็นสีแดง กลับมาให้กำลังใจต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นคุณก็เสียแนวร่วมทางการเมืองไปโดยปริยาย อีกทั้งยังเป็นการไม่ให้ความรู้และไม่พัฒนาสังคมไทยเลย” อาจารย์ไชยันต์ กล่าว

นที ธีระโรจนพงษ์ หรือ “เกย์นที” ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรอัตลักษณ์ทางเพศและประธานกลุ่มเกย์การเมืองไทย กล่าวว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า “เลิกนิสัยสีม่วงเสีย” แปลว่าให้เลิกนิสัยโกหกตอแหลใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นที่ว่า คนสีม่วงที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งก็มีเยอะย่อมไม่พอใจ อีกทั้งรัฐบาลเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีคนสีม่วง อยากขอร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นใจคนสีม่วง อย่าได้เหมารวมแบบนี้ เพราะคนที่เป็นสีม่วงที่รักและชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีอยู่

“การพูดแบบนี้จะทำให้คนสีม่วงเสียความรู้สึกว่าอดีตนายกฯ ขาดวิสัยทัศน์ ก่อให้เกิดอคติ ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคิดใหม่หาคำพูดใหม่ อย่าเหมารวมโดยใช้คำว่า “อย่าทำตัวเป็นนิสัยสีม่วง” อย่าเอาเรื่องเพศมาโจมตีกัน เพราะคนสีอื่นๆ ก็ตอแหลทั้งนั้น ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย ที่สำคัญอย่าลืมว่ามีคนสีม่วงจำนวนมากที่เคยและยังสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ ทำแบบนี้จะเสียแนวร่วมแน่ เพราะอย่างน้อยเกย์นทีไม่สตรอเบอร์รีแน่นอน

การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำแบบนี้เท่ากับไม่ได้รักประชาชน เพราะประชาชนมีทุกสี ทั้งเกย์ กะเทย มีเต็มบ้านเต็มเมืองและเป็นฐานเสียงให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณได้เป็นอย่างดี การที่เอาพฤติกรรมของคนกลุ่มหนึ่งมาด่าว่ากันโดยไม่ดูพฤติกรรมที่แท้จริง ผมคิดว่าวิสัยทัศน์ของคนเป็นผู้นำประเทศควรจะต้องกว้างมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นคนที่ได้รับผลกระทบจากการทะเลาะกันของผู้นำประเทศ และเอาพวกเราไปเป็นแพะรับบาปเป็นอคติถมทับปัญหาพวกเราทำให้พวกเราอยู่ยากมากขึ้น”

นที บอกว่า เมื่อกลุ่มอัตลักษณ์ทางเพศได้ยินคำพูดลักษณะนี้ก็รู้สึกเสียใจ ที่ถูกมองเหมารวมว่า เป็นคนตอแหล

ปาริชาติ สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หลักการแบ่งสีดังกล่าวมาจากการสร้างเพื่อแยกพวกให้รู้ว่าแต่ละกลุ่มมีสีแทนกลุ่มของตัวเองอย่างไร ในเมืองไทยสีของกลุ่มเพศที่สามถูกแทนด้วยสีม่วง ขณะที่ในต่างประเทศแทนด้วยสีรุ้ง

อย่างไรก็ตามในทางการเมืองไทยกลับเป็นการพยายามสาดโคลนด้วยการใช้คำว่าสีม่วง แต่ในเทรนด์ของโลกกลับตรงกันข้ามที่ให้การเคารพและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เห็นได้จากนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ ที่เมื่อครั้งสมัยเลือกตั้งได้หาเสียงโดยให้ความสำคัญกลุ่มบุคคลที่เป็นเพศที่สามโดยให้ความสำคัญในเชิงนโยบายที่ยกย่องและเปิดช่องทางกฎหมายกับคนกลุ่มนี้ ทำให้ได้คะแนนเสียงจากกลุ่มดังกล่าวอย่างมาก

“เทรนด์ของโลกให้การยอมรับมากกว่าดูถูกคนกลุ่มนี้ เพราะการที่จะเป็นเพศที่หนึ่ง สองหรือ สาม ก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดความอ่านของกลุ่มนี้จะแย่กว่ากลุ่มอื่น แต่ในทางการเมืองบ้านเรากลับมาตำหนิสาดโคลน นำมาดูถูกว่าเป็นปมของคนคนนั้น จึงอยากจะย้อนถามว่าแล้วเป็นเพศแบบนี้ผิดตรงไหน ทำไมต้องพูดถึง หรือวิจารณ์กัน ทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัว และไม่ใช่ประเด็นที่ชี้ว่าคนนั้นคนนี้เป็นแล้วต้องแย่กว่าหรือดีกว่า” อาจารย์ปาริชาติ กล่าว

อาจารย์ปาริชาติ กล่าวว่า สังคมไทยขณะนี้เปิดกว้างเรื่องข้ามเพศมากขึ้น ทำให้แปลกใจว่าทำไมทางการเมืองยังพูดถึงเรื่องข้ามเพศในมุมลบ เพราะในระดับโลกก็มีผู้นำประเทศที่ประกาศว่าตัวเองเป็นเพศที่สามและก็สามารถบริหารประเทศได้ เห็นได้ว่าในเชิงการเมืองโลกคนเหล่านี้ได้ก้าวขึ้นไปเป็นคนที่ทำประโยชน์สังคมจำนวนมาก แต่ในทางการเมืองไทยคงต้องมีการพัฒนาอีกมาก และคนที่นำเพศที่สามมาดูถูกกันแบบนี้เชื่อว่าจะกระทบต่อฐานเสียงที่อาจจะหายไปด้วย เพราะเป็นการแยกพวกนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี