
ขู่ฟ้องศาลปกครองรัฐให้มะกันใช้อู่ตะเภา
ปชป. ขู่ยื่นศาลปกครอง คุ้มครองชั่วคราว หากรัฐให้สหรัฐใช้อู่ตะเภา "กษิต" ยันต้องนำเรื่องเข้าสภาตามมาตรา 190
ปชป. ขู่ยื่นศาลปกครอง คุ้มครองชั่วคราว หากรัฐให้สหรัฐใช้อู่ตะเภา "กษิต" ยันต้องนำเรื่องเข้าสภาตามมาตรา 190
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลไทยจะให้สหรัฐอเมริกาใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อเป็นศูนย์ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และสำรวจชั้นบรรยากาศว่า นั้น ทางนายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดินออกมาระบุว่า ออกมาระบุว่าเข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และ อาจเป็นการขายชาติครั้งที่ 2 ของรัฐบาลชุดนี้
ดังนั้น ครม.มีมติผ่านข้อตกลงดังกล่าวโดยไม่นำเสนอต่อรัฐสภา ตามมาตรา 190 พรรคจะดำเนินการตามกฏหมายกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และ ครม. โดยจะยื่นต่อศาลปกครองในการขอพิทักษ์คุ้มครองชั่วคราวไม่ให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับให้สหรัฐใช้สนามบินอู่ตะเภา และจะเอาผิดตามรัฐธรรมนูญกับผู้ที่ละเมิดรัฐธรรมนุญเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับนายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ กรณีข้อตกลงไทย-กัมพูชา
นายชวนนท์ กล่าวว่า การดำเนินการเรื่องอู่ตะเภานั้นต่างจากรัฐบาลชุดที่แล้วคือ สาระสำคัญของรัฐบาลชุดที่แล้วเป็นเรื่องของมนุษยธรรมเพื่อให้ความช่วยเหลือการขนส่ง บรรจุยา ช่วยเหลือเรื่องภัยพิบัติแห่งชาติ แต่โครงการของรัฐบาลชุดนี้ให้ประโยชน์กับสหรัฐเข้ามาเอาประโยชน์ด้านเทคนิค ข้อมูล โดยประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับไม่มีความชัดเจน และมีข้อสงสัยจากสภาความมั่นคงแห่งชาติในเรื่องของการสำรวจน้ำมันของบริษัทเชฟรอนเกี่ยวข้องกับโครงการนี้หรือไม่ เพราะการสำรวจจะมีการถ่ายภาพพื้นที่ชัดเจน ถึงชั้นหินและชั้นน้ำมัน ซึ่งบริษัทนี้ได้รับสัมปทานสำรวจน้ำมันจากประเทศกัมพูชา
นอกจากนี้ โครงการของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีข้อสงสัยจากหน่วยงานราชการ แต่โครงการของรัฐบาลชุดนี้มีข้อสงสัยจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ถึง 6 ข้อ และไม่สามารถเปิดเผยข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับไทยว่ามีอะไรบ้าง ตนเองขอตั้งข้อสงสัยถึง การเดินทางไปสหรัฐฯของนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศมีการไปลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนแล้วหรือไม่ จึงมีความเร่งรีบนำเรื่องนี้เข้าครม.อีกทั้งการลงนามในหนังสือดังกล่าวเป็นการแลกเปลี่ยนการออกวีซ่าเข้าประเทศของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯหรือไม่
ด้าน นายกษิต ภิรมย์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า จากที่วันที่ 20 มิ.ย. กรรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร จะเชิญหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงกรณีที่สหรัฐขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นเรื่องน่าเสียดาย แทนที่จะให้ฝ่ายบริหารมาชี้แจงต่รัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาซึ่งมีทั้งที่วุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎร ทราบ
ทั้งนี้ ขอเตือนว่ารัฐบาลว่าอย่าให้มีปัญหาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งที่ผ่านมา ทั้งเอฟทีเอที่ทำกับจีน ต่อมาถึงเรื่อง แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาหรือจอยส์คอมมูนิเก กรณีที่จะเสนอให้เขาพระวิหารเป็นมรดกร่วม ซึ่งทั้งสองเรื่องไม่ได้มาสภา จนเป็นปัญหาทางการเมือง ให้ข้าราชการประจำมาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมต้องไปชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลปกครอง
“หากเราเป็นรัฐบาล มีรัฐบาลได้บอกว่าประชาธิปไตย การมาชี้แจงต่อสภา เพื่อรับทราบหรือให้ความเห็นชอบก็เป็นวิสัยที่จะดำเนินการได้ ดังนั้นหวังหว่าครม.จำนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ดีงามทำไมกลัวสภา รัฐบาลเสียงข้างมาก รัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก “ นายกษิต กล่าว
นายกษิต กล่าวว่า เรื่องใช้สนามบินอู่ตะเภามีส่วนที่ซ้อนกันสองเรื่อง คือเรื่องใช้สนามบินเพื่อช่วยเหลือมนุษยธรรมและการกู้ภัย กับกรณีที่นาซ่าขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อการสำรวจชั้นอวกาศ ซึ่งกรณีหลังของนาซ่านั้น การนำเครื่องบินไปถ่ายอวกาศที่จะเห็นฝูงปลาเห็นต้นไม้ แต่ก็สามารถดูเครื่องบินของประเทศอื่นได้ ต้องขจัดข้อสงสัยตรงนี้ออกไป
นอกจากนี้ ในส่วนกรณีนาซ่านั้นยังต้องดูไปที่หนังสือฉบับที่ 2 จากสถานทูตสหรัฐ หรือ เอ็กซเชนเจดโน้ต ซึ่ง ฉบับแรกนาซ่าคุยทางเทคนิคกับหน่วยราชการไม่มีข้อสงสัย แต่ในส่วนฉบับที่ 2 ซึ่งรมว.ต่างประเทศ ในนามรัฐบาลไทย จะต้องตอบกลับ โดยหนังสือตอบกลับไปมา ถือเป็นสัญญาระหว่างประเทศ ดังนั้น ต้องไปดูในรายละเอียดเนื้อหาว่ามันกระทบต่ออธิปไตยมั่นคงการเมือง เศรษฐกิจ กสังคมหรือไม่
นายกษิต กล่าวว่าตราบใดที่รัฐบาลเก็บเรื่องนี้ไว้มุบมิบ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กลาโหม ตนเองก็ไม่สามารถตีความได้ว่า จะยุติ 190 (1) ที่ครม. คือเข้ามาตรา 190 (2) ที่ต้องให้รัฐสภาพิจารณา ซึ่งไม่ทราบว่าเกี่ยวกับ บูรณภาพ เหนือดินแดน อำนาจอธิปไตย ผลกระทบด้านมั่นคงเศรษฐกิจหรือไม่เพราะยังไม่เห็นหนังสือ







