
ใช้โมเดลแก้วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ รับมืออียูล่ม
แม้ว่ารัฐบาลจะตื่นตัวกับปัญหาวิกฤตยุโรป ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยหกล้มพลิกคว่ำได้ง่ายๆ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่ารัฐบาลจะตื่นตัวกับปัญหาวิกฤตยุโรป ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยหกล้มพลิกคว่ำได้ง่ายๆ โดยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามหามาตรการรองรับ โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ นั่งหัวเรือบัญชาการด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตาม จากการประชุมนัดแรกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังไม่มีมาตรการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่จะออกมารับมือกับวิกฤตยุโรปที่เริ่มออกพิษสงกับเศรษฐกิจไทยบ้างแล้ว
โดย กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็ออกมายอมรับเองว่า วิกฤตในยุโรปได้ส่งผลกระทบกับการส่งออกของไทยทำให้มีปัญหาและการท่องเที่ยวลดลง แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีมาตรการอะไรที่เข้าไปดูแลเป็นพิเศษ
แม้แต่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ออกมาประเมินว่า การส่งออกของไทยจะทรุดหนักจากวิกฤตยุโรป จากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 15% จะเหลือแค่ 8%
ปัญหาดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งการส่งออกเป็นเส้นเลือดใหญ่ การส่งออกโตน้อยกว่าที่ประมาณการไปครึ่งหนึ่ง เศรษฐกิจที่คาดว่าจะโตได้ทั้งปี 5-6% ย่อมไปไม่ถึงฝั่งที่ตั้งเป้าไว้
แต่การที่รัฐบาลยังไม่สามารถขับเคลื่อนมาตรการอะไรออกมารับเศรษฐกิจไทยที่เริ่มลงเหวในช่วงนี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลยังไม่พร้อมกับรับมือวิกฤตในครั้งนี้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้จึงอยู่ทางสองแพร่ง เดินด้านหนึ่งก็ตกหน้าผา เดินอีกด้านหนึ่งก็ลงทะเล เพราะรัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมและขับเคลื่อนออกมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการติดตามปัญหายุโรปที่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย จึงเป็นการสร้างภาพประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลมากกว่าที่จะหามาตรการมารองรับอย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลกออกมาเตือนไทยและประเทศในเอเชียให้เตรียมมือรับวิกฤตยุโรป เพราะจะยืดเยื้อยาวนานและส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทุกประเทศให้ขยายตัวลดลง
โดยธนาคารโลกแนะให้ทุกประเทศลดการขาดดุลงบประมาณให้ลดลง เพื่อเก็บสะสมกระสุนไว้สู้รบกับวิกฤตยุโรป ที่จะส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นในอนาคต หากประเทศมีกำลังและเสบียงตุนไว้ไม่พอ อาจจะทำให้เศรษฐกิจประเทศตัวเองรับมือไม่ไหว กลายมีปัญหาแก้ไม่ตกในที่สุด
แต่รัฐบาลไทยนอกจากไม่ฟังคำเตือนนั้นแล้ว ยังทำสวนทางใช้จ่ายมือเติบ ยังคงเดินหน้าโครงการลด แลก แจก แถม ซึ่งเป็นต้นตอของเศรษฐกิจยุโรปในขณะนี้
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยไม่มีมาตรการรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นตัวปัญหาลากเศรษฐกิจไทยลงเหวเสียเองอีกด้วย
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาธนาคารโลกในประเทศได้แสดงความเห็นเตือนรัฐบาลไทยว่า ให้ลดโครงการประชานิยมที่เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
แต่กิตติรัตน์ได้ออกมาสวนธนาคารโลกว่า เป็นการมองเศรษฐกิจแบบแยกส่วนไม่มองภาพรวม และยังบรรยายสรรพคุณโครงการประชานิยมของรัฐบาลว่ายอดเยี่ยม โดยยกตัวอย่างโครงการคืนเงินรถยนต์คันแรกว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่ผู้ประกอบการไปจนถึงคนล้างรถ เพราะมีคนซื้อรถมากขึ้น
การมองสวนทางของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจไทยแขวนอยู่บนเส้นด้ายอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ว่าไปแล้วเศรษฐกิจไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เจอกับมรสุมต่างประเทศรุนแรงเขย่าขวัญมาตลอด
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปลายปี 2551 ทำเอาเศรษฐกิจไทยปี 2552 ติดลบถึง 2.3% ต่อปี ผลพวงจากที่เศรษฐกิจติดลบรุนแรง 2% การส่งออกของไทยทรุดทำให้เศรษฐกิจโดยรวมติดลบ
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงนั้น ได้ออกมาตรการทั้งเร่งด่วน ระยะสั้นและปานกลางดูแลเศรษฐกิจกันยกใหญ่ โดยมีการประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยจะติดลบถึง 7% การเร่งออกมาตรการหวังลดผลกระทบจากหนักให้เป็นเบา ทำให้เศรษฐกิจติดลบน้อยที่สุด
มาตรการเร่งด่วนมีการออกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ชดเชยการส่งออกที่หายไป โดยมาตรการนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
นอกจากนี้ มาตรการระยะสั้นรัฐบาลในขณะนั้น ยังได้กู้เงินทำโครงการไทยเข้มแข็ง 4 แสนล้านบาท เป็นการกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศ การดำเนินการนี้ได้รับการโจมตีว่า รัฐบาลดีแต่กู้สร้างหนี้
ในที่สุดการดำเนินการดังกล่าว ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งในปีถัดมา การดำเนินการดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจรอดจากวิกฤตและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่เศรษฐกิจก็ถือว่ายังไม่แข็งแรง เพราะการพ้นวิกฤตมาได้ ถือเป็นการหายไข้เท่านั้น
สำหรับวิกฤตยุโรปในครั้งนี้ แม้ว่ามีการประเมินเบื้องต้นว่าไม่รุนแรงเหมือนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ผ่านมา เพราะมีการมองโลกในแง่ดีว่า ปัญหาจะจำกัดอยู่ในวงจำกัด จะมีเศรษฐกิจกลุ่มยุโรปเท่านั้นที่คาดว่าจะติดลบ 5% ส่วนเศรษฐกิจโลกยังน่าขยายตัวเป็นบวก
เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังเชื่อมั่นได้ว่าเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้บวกอยู่ แต่การไปถึงเป้าที่วางไว้ 5-6% เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำงานหนักมากกว่านี้ และต้องมีมาตรการออกมาดูแลเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมมากกว่ามีการประชุมคณะกรรมการดูแลเศรษฐกิจ แค่ทำงานประชาสัมพันธ์การทำงานของรัฐบาลเท่านั้น
ถือ
ทั้งหมดพร้อมเป็นปัญหาลูกใหม่ของยูโร หากเอาไม่อยู่ เศรษฐกิจ
วิกฤตที่อาจจะเข้ามากระทบไทยอย่างรุนแรงท่ามกลางความไม่พร้อมของรัฐบาล ที่จะขนมาตรการออกมารองรับ ทำให้เศรษฐกิจอาจจะมีปัญหารุนแรงหนักกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
รัฐบาลต้องไม่ลืมว่า นอกจากวิกฤตแฮม เบอร์เกอร์แล้ว ยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจอื่นๆ อีกที่รุมเร้า ปัญหาราคาสินค้าแพง ทำให้กำลังซื้อหด การลงทุนภาคอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้น รายได้เกษตรกรลดลงจากการที่ราคาสินค้าตกต่ำ
ที่สำคัญปัญหาการเมืองยังร้อนระอุ การเปิดสภาเดือน ส.ค.นี้ หากมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ และเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ที่สะเทือนเศรษฐกิจอย่างที่ผ่านมา ตลาดหุ้นตก การท่องเที่ยวตั้งท่ายกเลิกทัวร์ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย
ขณะที่นักลงทุนก็จ้องดูหากมีความรุนแรงขึ้นอีก ก็พร้อมจะขนเงินไปลงทุนที่อื่น เพราะไทยเสี่ยงเกินไป ทั้งภัยธรรมชาติน้ำท่วม ยังมีเรื่องการเมืองที่แก้ไม่ตก ไม่มีทางออก และยังมีปัญหาค่าจ้างแพงอีกด้วย
ทั้งหลายล้วนเป็นปัญหาที่รัฐบาลต้องรับมือ และวันนี้ลำพังปัญหายุโรปที่รัฐบาลก็รู้อยู่เต็มอกว่าออกฤทธิ์กระทบไทยแล้ว ยังคิดมาตรการมารองรับไม่ออก
และหากปัญหามาพร้อมกัน จึงน่าวิตกว่ารัฐบาลจะเอาเศรษฐกิจอยู่ได้อย่างไร







