
เปิดเบื้องหลัง"ปู"สั่งถอย
นายกฯ พูดตลอดไม่ใช่วันเดียวทำให้เกิดการปรองดอง ไม่ใช่ออกกฎหมายวันนี้แล้วทุกคนจะกลับมารักกัน
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง สำหรับคนชื่อ “สุรนันทน์ เวชชาชีวะ” เมื่อได้รับความไว้วางใจจากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
สุรนันทน์ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่ประสานงานด้านเศรษฐกิจให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์เท่านั้น แต่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งเขาก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่คอยแนะนำนายกฯ อยู่หลังฉาก
กรณี สส.พรรคเพื่อไทย ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จนเกิดการชุมนุมคัดค้านก่อนที่ประธานสภาเลื่อนการพิจารณาออกไป ถือเป็นประเด็นหนึ่งที่สุรนันทน์ยอมรับกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่านี่คือปัจจัยเสี่ยงการเมืองที่มีผลกระทบต่อการสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
แม้หน้างานหลายคนทราบว่า สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาตัดสินใจเลื่อนวาระพิจารณาร่างกฎหมายปรองดองออกไป แต่เบื้องหลังการถ่ายทำพบว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์สั่งให้ถอยเช่นกัน
“ท่านนายกฯ บอกถ้ามีจุดร่วมแล้วเดินหน้าไปได้ก็เดินไปก่อน อะไรที่เป็นจุดต่างก็อาจต้องรอให้เวลาที่เหมาะสม รอให้เหตุผลมีการถกเถียงกัน รอให้เข้าใจตรงกัน เพราะท่านนายกฯ พูดตลอดไม่ใช่วันเดียวทำให้เกิดการปรองดอง ไม่ใช่ออกกฎหมายวันนี้แล้วทุกคนจะกลับมารักกัน ไม่ใช่นายกฯ เดินเข้าสภาแล้วทุกคนเฮรักกันไม่ใช่ แต่ต้องมีกระบวนการ”
คำกล่าวของสุรนันทน์สอดคล้องกับข่าวก่อนหน้านี้ พบว่าในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อต้นเดือน มิ.ย. ยิ่งลักษณ์และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์พรรค นั่งหัวโต๊ะขอหารือทางออกต่อสถานการณ์ความวุ่นวาย ซึ่งทั้งสองบอกกับสมาชิกพรรคว่าควรใช้เวลานี้ให้รัฐบาลสร้างผลงานก่อน เมื่อประชาชนมั่นใจรัฐบาล การจะผลักดันร่างกฎหมายปรองดองในโอกาสต่อไปก็ทำได้จะรอ 1-2 ปีก็รอได้
สุรนันทน์ เปิดเผยว่า นายกฯ พูดตลอด การเน้นเรื่องความปรองดองเป็นเรื่องการเมืองก็จริง แต่เป็นเรื่องการเมืองที่เป็นพื้นฐานสำคัญทางเศรษฐกิจ
จำได้ไหมวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 แต่ความเสี่ยงทางการเมืองไม่มี เพราะมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ออกมาเป็นประชาธิปไตยชัดเจน การฟื้นตัวมันเร็ว เพราะว่าทุกคนบอกว่าไม่มีความเสี่ยงทางการเมืองพื้นฐานทางเศรษฐกิจประเทศไทยใช้ได้ ทุกอย่างก็เดินหน้าได้
“แต่ถ้าวันนี้ประเทศไหนถูกประเมินความเสี่ยงทางการเมืองจากนักลงทุนต่างประเทศ บอกว่าถ้ามาประเทศนี้มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง เขาก็ไปประเทศอื่นเป็นธรรมดา”
สุรนันทน์ ยกตัวอย่าง กรณีอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างที่ดี ปัจจุบันสภาพการเมืองนิ่งประชาธิปไตยเดินหน้า นักลงทุนตัดสินใจเข้าไปทันที ทั้งที่ในอดีตอินโดนีเซียมีความพร้อมด้านทรัพยากรมานานแล้ว แต่ตอนนั้นทำไมนักลงทุนไม่ไปลงทุน เพราะการเมืองสมัยก่อนไม่นิ่งพอแต่เมื่อการเมืองนิ่งนักลงทุนก็เข้าไป เช่นเดียวกับประเทศไทยของเราอยากให้ความเสี่ยงทางการเมืองลดต่ำลงที่สุด เรื่องทะเลาะเบาะแว้งโต้เถียงกัน ถ้าเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ไม่เป็นปัญหา ขอให้อยู่เวทีสภา
“ที่ท่านนายกฯ บอกขอให้อยู่ในเวทีสภาไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบ เพราะเวทีสภาเป็นหลักประชาธิปไตยสากล มีอะไรก็ไปเถียงในสภา ชอบไม่ชอบเหตุผลว่าอย่างไรก็ไปเถียงในสภา ถ้าอยู่ในสภาไม่อยู่ในท้องถนน ไม่ยกเรื่องปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมา นักลงทุนบอกทุกคนอยู่ในกติกา อาจมีความไม่แน่นอนในกฎหมายบางฉบับ เพราะเถียงกันก็เป็นเรื่องของสภา เขาก็ลงทุน แต่ถ้าเกิดสัญญาณออกมาไม่ปรองดอง ทะเลาะกันเริ่มออกมาบนท้องถนน เริ่มต่อรองบนหน้าสื่อ ทุกอย่างไม่นิ่ง นักลงทุนเห็น พวกนักวิเคราะห์ที่นักลงทุนเชื่อความเสี่ยงการเมืองประเทศยังมีอยู่ เขาก็ไม่ลงทุน ก็จะเป็นปัญหาเศรษฐกิจของไทย”
สำหรับแนวทางลดความเสี่ยงทางการเมือง เลขาฯ นายกฯ รับว่ารัฐบาลฝ่ายเดียวทำไม่ได้แต่ต้องหาขอความร่วมมือทุกฝ่าย ถ้าให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่างฝ่ายค้านให้เกียรติสภาเมื่อไม่เห็นด้วยเป็นไปได้ไหมจะเสนอกฎหมายประกอบ หรือจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจในมุมมองของเขาก็อยู่ในเวทีสภา แต่ถ้าเผชิญหน้าสภาทำให้กลไกรัฐสภาเดินไม่ได้คนที่สนับสนุน หรือไม่สนับสนุนบอกกลไกสภาใช้ไม่ได้ก็ออกมาเคลื่อนไหวข้างนอกตรงนี้ก็เป็นความเสี่ยงที่กำลังเริ่มขึ้น ถ้าคนบอกกลไกสภาไปได้ รัฐบาลแทบไม่ต้องทำอะไร
ปรับโฉมเปลี่ยนรูปแบบอิงบริษัท
“ผมเข้ามาช่วยงานในด้านซึ่งคนไม่เห็น เป็นงานเอกสารจริงๆ เพราะผมเคยรับราชการเคยอยู่สภาพัฒน์ฯ อยู่
ทำเนียบและเคยเป็นรัฐมนตรีด้วยเป็นงานเสมียนมากกว่า” สุรนันท์กล่าวอย่างถ่อมตัวเมื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ
เจ้าตัวบอกว่าถ้าเปรียบงานตามระบบทหารก็เหมือนฝ่าย เสธ. ฟังแล้วดูเท่ห์แต่แท้ที่จริงคืองานกลั่นกรองเอกสารสู่การตัดสินใจของนายกฯแต่ไม่ได้ตัดสินใจแทน เมื่อมีเรื่องเข้ามาเลขานายกฯก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าครบถ้วนหรือไม่พร้อมกับจัดทำความเห็นเสริมสรุปเป็นประเด็นทางเลือกให้นายกฯตัดสินใจได้ถูกต้อง
เมื่อมาเป็นเลขาฯต้องอ่านเอกสารเยอะพร้อมกับประสานงานหน่วยงานต่างๆเพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เขาคิดคืออะไรมีความเห็นด้วยคัดค้านไหมต้องเพื่อประกอบความเห็นให้นายกฯ ประสบการณ์จากการเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ทำงานร่วมกับรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ประสานงานกับหน่วยงานกระทรวงเศรษฐกิจ ทำให้สุรนันท์ หรือ “เดอะปุ้ม” ไม่ใช่แค่เป็นเสมียนประจำตึกไทยคู่ฟ้าอย่างที่กล่าวแน่ เพราะนับตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานเริ่มปรับรูปแบบการทำงานของสำนักเลขาธิการนายกฯ พร้อมกับประสานงานกับทีมเศรษฐกิจในการวางยุทธศาสตร์การทำงานให้นายกฯ
“สไตล์การทำงานนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ค่อยชอบรูปแบบการตั้งคณะกรรมการที่มีคนจำนวนมาก 30-40 คน เพราะมาแสดงความคิดเห็นพูดกันชั่วโมงก็ยังไม่จบ นายกฯพยายามให้มีการทำงานในลักษณะคณะทำงานชุดเล็กๆเข้ามาตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์จากนั้นจะได้ไปสั่งการหน่วยงานราชการที่ทุกคนดูแล”
ทั้งนี้ นายกฯใช้กลไกสำนักนายกฯผ่านสภาพัฒน์ฯ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) เข้ามามีบทบาทติดตามการทำงานตามยุทธศาสตร์มากขึ้น ขณะเดียวกันในส่วนของสำนักเลขาธิการนายกฯที่มีสุรนันท์เป็นแม่งานจะมีคณะทำงานชุดพิเศษขึ้นมาติดตามงานและรายงานนายกฯโดยตรงอีกทางด้วย
“ในมุมมองข้าราชการก็รู้สึกว่ากำลังมีการปรับการทำงาน ถ้ามองจากมุมมองนายกฯซึ่งบริหารในเชิงธุรกิจก็ถือว่าเป็นทักษะการบริหารเชิงธุรกิจมาปรับใช้กับทางราชการในทางที่ดีให้เกิดความคล่องตัวสูงขึ้น”
ส่วนการปรับรูปแบบการให้สัมภาษณ์นายกฯด้วยหรือไม่ เลขาธิการนายกฯกล่าวว่านายกฯอยากให้ผลงานเป็นตัวขับเคลื่อนคือทำงานพิสูจน์ด้วยการทำงานอย่างเดียว นายกฯไม่ใช่นักการเมืองโดยอาชีพเพราะฉนั้นการจะให้ยืนสัมภาษณ์ด้วยภาษาสวยหรูไม่ใช่สไตล์นั้นแต่ทำงานให้สื่อเห็นเอง
“ช่วง5-6เดือนจากการทำงานอยู่ด้านหลัง ผมเห็นว่า นายกฯมีความเข้มแข็งทีเดียว และเป็นคนที่ไม่ใช่ผู้นำที่เป็นลักษณะฉันทำคนเดียว แต่ฟังทุกฝ่ายและตัดสินใจด้วยตนเอง ความเข้มแข็งไม่แพ้อดีตนายกฯทักษิณสมัยแรกเลย เพราะตอนที่ไทยรักไทยเข้ามา นายกฯทักษิณทำงานได้รวดเร็ว แต่ครั้งนี้สถานการณละเอียดอ่อนเยอะ แต่ว่าความเข้มแข็งไม่แพ้กัน”
สุรนันท์ยังมองไปถึงบทบาทของนายกฯปูกับกองทัพด้วยว่าตอนแรกอาจมีคนสงสัยจะไปได้หรือไม่แต่ในที่สุดก็เป็นไปด้วยดี
“เดือนแรกๆหลายคนก็สงสัยถึงความไว้วางใจซึ่งกันและกันแต่ตอนนี้ไม่เป็นปัญหาเชื่อว่าผู้นำกองทัพเห็นนายกฯตั้งใจทำงานเพื่อประเทศและต้องขอขอบคุณกองทัพที่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าเรื่องใดรับมือวิกฤตได้” เลขานายกฯ กล่าวทิ้งท้าย







