
เอกชนผวา ถ้ายุบสภาเศรษฐกิจสุญญากาศ
ภาคเอกชนหวั่นหากรัฐบาลถูกกดดันจนยุบสภาจะเกิดภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การชุมนุมเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา ภาคเอกชนเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่รัฐบาลจะยุบสภา เพราะเศรษฐกิจของประเทศอยู่ระหว่างการฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดี และนักลงทุนต่างชาติก็เริ่มมีความมั่นใจในการประกอบธุรกิจและเชื่อมั่นในประเทศมากขึ้น ดังนั้นนโยบายต่างๆ ของประเทศและรัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้าต่ออย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ หากเกิดความรุนแรงขึ้นจนรัฐบาลต้องประกาศยุบสภาจะทำให้เกิดช่องว่าง เพราะต้องใช้เวลาอีก 23 เดือนกว่าจะมีการเลือกตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งก็จะทำให้ความเชื่อมั่นของประเทศลดต่ำลงไปอีก จึงอยากให้ขั้นตอนทางการเมืองเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐบาลชุดนี้เหลือเวลาอีกเพียง 1 ปีก็จะครบวาระ แล้วเมื่อถึงเวลานั้นค่อยมีการเลือกตั้งกันใหม่
นายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนก็ติดตามสถานการณ์อยู่ด้วยความไม่สบายใจ เพราะเศรษฐกิจประเทศกำลังฟื้นตัว ทั้งด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว หากมีการกดดันจนถึงขั้นยุบสภาก็จะทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองขึ้น ซึ่งกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน และกว่าจะได้ตัวรัฐมนตรีแล้วต้องมานั่งศึกษางานใหม่อีก จะทำให้ช่วงนี้ราชการเกิดภาวะเกียร์ว่าง ทำให้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งงบไทยเข้มแข็งและการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมทั้งมาตรการต่างๆ สะดุดหมด ทำให้ไทยเสียโอกาสการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน
“
อยากเห็นการเมืองต่อเนื่อง ขอให้รัฐบาลทำงานต่ออีกพักให้เคลียร์ปัญหาทุกเรื่องที่ยังค้างอยู่ให้จบก่อน เพราะไม่อยากให้เกิดภาวะสุญญากาศ เพราะหากคราวนี้เกิดสะดุดอีกก็เท่ากับว่าเป็นคนป่วยที่กำลังฟื้นแล้วขาดออกซิเจน ซึ่งเห็นว่าไม่ควรเอาเศรษฐกิจของประเทศมาเป็นตัวประกัน” นายธนิต กล่าวนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยุบสภาเป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะพิจารณา แต่ถ้าเกิดการยุบสภาตอนนี้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลก็จะหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
ขณะที่การชุมนุมในวันที่ 12 มี.ค. ก็ส่งผลกระทบบ้างเล็กน้อย เพราะทำให้บริษัทที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมต้องหยุดทำงาน แต่หากชุมนุมไม่ยืดเยื้อและอยู่ในความสงบก็ไม่น่าเป็นห่วง







