posttoday
แก้รัฐธรรมนูญเดือด-เพื่อไทยร้าว

แก้รัฐธรรมนูญเดือด-เพื่อไทยร้าว

17 มิถุนายน 2555

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรน่าจับตาไปกว่าการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาวาระคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาคงไม่มีอะไรน่าจับตาไปกว่าการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาวาระคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

บทหนักจึงตกอยู่ที่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม แต่กลับตาลปัตร เมื่อสมศักดิ์ออกตัวชัดกลางที่ประชุมว่า จะไม่มีการลงมติวาระ 3 รวมทั้งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ... แต่จะพิจารณากรอบการเจรจาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 190 ที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ พร้อมทั้งตัดบทปิดการอภิปรายเรื่องดังกล่าวตามมติพรรคเพื่อไทย เพื่อลดแรงเสียดทานจากฝ่ายคัดค้าน โดยให้รอไปจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

ขณะที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะซีก สส.เสื้อแดงต้องการให้เดินหน้าจนแล้วเสร็จอย่างไม่แยแสคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ยิ่งเป็นการตอกย้ำรอยร้าว

แต่การเดินหน้าโดยขอให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาลงมติในญัตติว่า คำสั่งศาลมีผลผูกพันต่อรัฐสภาหรือไม่ เป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) วอล์กเอาต์ออกจากที่ประชุม เนื่องจากการประชุมร่วมเป็นเพียงรับทราบวาระคำสั่งศาล ไม่ใช่ให้มีการลงมติรับทราบ จนต้องมีการสั่งพักการประชุมนาน 5 นาที

และเมื่อเปิดการประชุมอีกครั้ง มีสมาชิกกดบัตรแสดงตนอยู่ในที่ประชุม 323 เสียง ซึ่งมีเสียงเกินมาเพียง 1 เสียง จากองค์ประชุมเกินกึ่งหนึ่ง 322 เสียง

จากนั้นได้ขอมติจากที่ประชุมเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันต่อรัฐสภาหรือไม่ โดยที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติเห็นด้วย 318 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 325 คน ถือว่าที่ประชุมมีมติเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งหรือมากกว่า 322 เสียงของสมาชิกเท่าที่มีอยู่สองสภา จึงไม่อนุญาตให้นำญัตติดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา

ดังนั้น คงต้องจับตาการเปิดประชุมสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค. ว่า การเมืองหลังจากนี้จะมีความดุเด็ดเผ็ดร้อนขนาดไหน

ถือว่าเป็นเรื่องฟ้าผ่ากลางอกเลยก็ว่าได้ หลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 6 ต่อ 3 ให้ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่มิชอบสมัยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย จากกรณีการซื้อขายที่ดินวัดธรรมามิการามวรวิหารโดยมิชอบ หรือที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์

ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อเนื่องมาจากการชี้มูลความผิดของ เสนาะ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทย ที่มีความผิดกรณีการจดทะเบียนโอนมรดก และโอนสิทธิขายที่ธรณีสงฆ์ของวัดธรรมามิการามวรวิหาร จ.ปทุมธานี จำนวน 732 ไร่ โดยมิชอบ

แก้รัฐธรรมนูญเดือด-เพื่อไทยร้าว

 

ทั้งนี้ วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะเจ้าของสำนวนคดี ยืนยันว่าผลการพิจารณาจะไม่มีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะช่วงที่มีการกระทำความผิดไม่ได้อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี แต่อยู่ในตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 55 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ส่วนการยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ให้ดำเนินการต่อนั้น ต้องให้ที่ประชุม ป.ป.ช.รับรองมติอีกครั้งก่อนจึงจะส่งได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเข้าทาง สุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะนำมาเป็นประเด็นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ 2 หลังจากที่พรรคเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีนี้สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากตัวละครเดิมกลับมามีอำนาจ และทำเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มเดิม ดังนั้นจึงต้องลุ้นกันต่อว่างานนี้จะมีมวยล้มหรือไม่

กลายเป็นประเด็นเรียกมวลชนกลับคืนสู่ท้องถนน หลังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินสรุปผลการพิจารณากรณีนายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจเสนอชื่อ นลินี ทวีสิน ดำรงตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์

โดยมีความเห็นว่า การที่นลินีถูกขึ้นบัญชีดำจากสหรัฐอเมริกา มีผลเฉพาะกับประเทศสหรัฐเท่านั้น มิได้ทำให้ประชาชนคนไทยเสื่อมศรัทธาต่อการดำรงตำแหน่งของนลินีแต่อย่างใด ดังนั้นหากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ อันเป็นผลมาจากการใช้ดุลยพินิจ นายกฯ จะต้องรับผิดชอบในผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้น

ขณะที่กรณีณัฐวุฒิ นายกฯ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า การจัดการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นเสรีภาพของประชาชนขั้นพื้นฐาน อันพึงกระทำได้ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ทว่า ศาลแพ่งได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ร. 2/2553 ระบุว่า การกระทำของแกนนำและผู้ร่วมชุมนุม เป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 34 และมาตรา 63 ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ประกอบกับถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลย ในคดีอาญาซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน จึงเห็นได้ว่านายกฯ ยังมิได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมมาประกอบการพิจารณาเสนอชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด ทั้งนี้ คงต้องจับตาหลังจากนี้ว่ามวลชนจะลุกฮือต้านกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

นอกจากนี้ ภารกิจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับการลงพื้นที่ทัวร์ลุ่มน้ำภาคเหนือเพื่อติดตามโครงการป้องกันน้ำท่วม ไม่ให้ซ้ำรอยปลายปี 2554 พร้อมกำชับกับผู้ว่าราชการทุกจังหวัดให้ดำเนินการแล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด จึงต้องลุ้นว่างานนี้รัฐบาลเอาอยู่อย่างที่พูดหรือไม่

อย่างไรก็ดี ความคืบหน้าคดียิง อุดร ไกรวัตนุสสรณ์ นายก อบจ.สมุทรสาคร ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมออกหมายเรียก ครรชิต ทับสุวรรณสส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ แต่ขณะนี้ทราบว่าเดินทางไปราชการต่างประเทศ และกลับวันที่ 19 มิ.ย. ซึ่งในวันดังกล่าวหากไม่เดินทางกลับประเทศ ตำรวจก็จะขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท