
ที่1อีสาน ม.สารคาม ค้ำยันชุมชน
ก่อนปี 2537 ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะถูกสถาปนาขึ้นในท้องนา อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
ก่อนปี 2537 ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะถูกสถาปนาขึ้นในท้องนา อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม มูลค่าที่ดินต่อไร่สามารถจับจองได้ด้วยเงินเพียง 3 หมื่นบาท
ร่วม 20 ปีให้หลัง ถึง พ.ศ.นี้ผืนดินโดยรอบมหาวิทยาลัยขนาด 1 ไร่ สนนราคาพุ่งถึง 22 ล้านบาท
นี่คือดอกผลทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของสถาบันการศึกษาแห่งนี้
“มหาวิทยาลัยต้องรับใช้ชุมชน” คือวิสัยทัศน์ของ ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ภาพความสำเร็จถูกฉายผ่านความรุ่งเรืองของท้องถิ่นในละแวก
ลำดับที่ 2,867 จากสถาบันกว่า 3 หมื่นแห่งทั่วโลก หรือที่ 11 ของประเทศไทย คือตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีผลงานวิจัยอยู่ในมาตรฐานของฐานข้อมูล Scimago ประจำปี 2554
“แต่เราเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของอีสาน ด้านการช่วยเหลือสังคมและชุมชน” อธิการบดีวัย 45 ภาคภูมิใจ
ศุภชัย เล่าว่า เข้ามานั่งเป็นอธิการบดีในขณะที่มหาวิทยาลัยกำลังก้าวกระโดดเชิงปริมาณ กล่าวคือ เมื่อครั้งก่อตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ภาวิช ทองโรจน์ อดีตอธิการบดีคนแรก ได้วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ อาคาร สถานที่ ระบบสาธารณูปโภค แผนผัง ไว้อย่างดีเยี่ยม โดยขณะนั้นมีนิสิต 1.5-1.6 หมื่นคน
จากนั้น อดุลย์ วิริยเวชกุล อดีตอธิการบดีคนที่สอง เห็นควรให้เพิ่มจำนวนนิสิต เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานมีความพร้อมและสามารถรองรับได้ นั่นทำให้มหาวิทยาลัยมหาสารคามมีนิสิตประมาณ 3 หมื่นเศษ ต่อเนื่องสู่ยุคที่มีอธิการบดีชื่อศุภชัย จำนวนนิสิตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนแตะ 4.5 หมื่นคน
“เมื่อปี 2537 ยุคก่อตั้งมหาวิทยาลัย มีเพียง 4 คณะ คือ วิทยาศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์เทคโนโลยี มีนักเรียน 4,000 คน บุคลากร 450 คน ปัจจุบันยุคของผมมีถึง 20 คณะ มีนักเรียน 4.5 หมื่นคน บุคลากร 3,200 คน”
โจทย์คือ เมื่อมีนิสิตเฉียดครึ่งแสน จะทำอย่างไรให้คุณภาพทางการศึกษาดี
อธิการบดี อธิบายต่อว่า อุดมศึกษาในประเทศไทยมีการประกันคุณภาพภายในด้วยเกณฑ์สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) มหาวิทยาลัยมหาสารคามจึงนำตัวชี้วัดจากการประเมินเหล่านี้มาใช้ตรึงหน่วยงาน คณะ บุคลากร นิสิต ให้ปฏิบัติตามเกณฑ์ ซึ่งระยะแรกก็มีแรงต่อต้าน แต่ต่อมาทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี กระทั่งมหาวิทยาลัยได้รับการประเมินอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก”
ด้วยเกณฑ์ข้างต้นเป็นพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยต้องดำเนินการ และมหาวิทยาลัยมหาสารคามก็ประจักษ์ต่อสังคมแล้วว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ดังนั้นเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับนานาชาติจึงเป็นที่ยอมรับ และถูกจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีผลงานวิจัยอยู่ในมาตรฐานของฐานข้อมูล Scimago อยู่ในลำดับที่ 2,867 ของโลก จากกว่า 3 หมื่นแห่ง หรือลำดับที่ 11 ของประเทศไทย
หากไล่เรียง 10 ลำดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ ตั้งแต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหิดล เชียงใหม่ สงขลานครินทร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น ลาดกระบัง ธรรมศาสตร์ และสุรนารี ศุภชัย เห็นว่า ทั้ง 10 สถาบันอยู่ในระดับซูเปอร์หมดแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามจะแข่งขัน
เป็นเหตุให้อธิการบดีตัดสินใจเปลี่ยนยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์เมื่อเดือน ต.ค. 2554
“ภายใน 5 ปีข้างหน้า เราจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ติด 1 ใน 10 ของประเทศ (มาตรฐานสากล) แต่จะเป็นมหาวิทยาลัยลำดับ 1 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านการช่วยเหลือสังคมและชุมชน” ศุภชัย ระบุ
เป้าหมาย 1 ใน 10 ของประเทศ แน่นอนว่ารายละเอียดซับซ้อน แต่อธิการศุภชัย เขาจัดหมวดหมู่การพัฒนาด้านวิชาการให้มีมาตรฐานสากลอย่างเป็นระบบ
เขายืนยันว่า เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่ท็อปเทน สิ่งที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามต้องทำมากที่สุด คือ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร โดยเฉพาะอาจารย์และบัณฑิตศึกษาให้เข้มแข็งขึ้น
“ปัจจุบันเรามีงานวิจัยระดับนานาชาติ 1,100 เรื่อง ในฐานะอธิการบดีก็ต้องหาวิธีเสริมแรงทางบวกให้ อาจารย์คนไหนอยากสอนอย่างเดียว เราก็มีเงินออนท็อปให้ปีละไม่เกิน 1 แสนบาท แต่อาจารย์คนไหนชอบทำวิจัย เราก็จะให้เงินรายละ 5 หมื่นบาทต่องานวิจัยตีพิมพ์หนึ่งเรื่อง
ในระยะต่อมาเมื่องานวิจัยมีมากขึ้น เราก็ลดเงินลงมาเหลือ 3 หมื่นบาท แต่ใน 1 ปี อาจพบอาจารย์บางรายได้ตีพิมพ์งานวิจัยถึง 10 เรื่อง นั่นหมายความว่าจะได้รับเงินพิเศษ 3 แสนบาท แต่เราจะไม่ปล่อยให้อาจารย์สอนหรือวิจัยเพื่อหาเงินเพียงอย่างเดียว จึงได้ออกแบบการประเมินเพื่อขึ้นขั้นอาจารย์
หากทำงานเพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว ก็จะได้ประเมินไม่เกิน 1 ขั้น กลับกันหากอาจารย์ที่ต้องการ 1 ขั้นครึ่ง หรือ 2 ขั้น ก็จะต้องมีผลงานทั้งการสอนและการวิจัย” ศุภชัย อธิบาย
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน คือ บัณฑิตศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยจะสำเร็จการศึกษาได้ก็ต้องได้รับการตีพิมพ์งานวิจัย โดยระดับปริญญาโทอาจตีพิมพ์ในประเทศได้ แต่ระดับปริญญาเอกต้องตีพิมพ์ในต่างประเทศและเป็นที่ยอมรับเท่านั้น
“ตรงนี้หากทำได้มากขึ้น เราก็มีโอกาสแซงหน้ามหาวิทยาลัยอื่นๆ มั่นใจว่าอีกไม่เกิน 2 ปี งานวิจัยของเราเกิน 2,000 เรื่องแน่ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วสามารถขึ้นนำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้ เราก็จะจ่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นลำดับต่อไป” ศุภชัย ให้ความมั่นใจ
สำหรับการเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของอีสาน ด้านการช่วยเหลือสังคมและชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคามเลือกที่จะนำเอาความรู้และประสบการณ์เข้าไปในชุมชน ตามแนวคิด 1 คณะ 1 ชุมชน
“มหาวิทยาลัยต้องอยู่กับชุมชนให้ได้ ต้องมีความเป็นชุมชน บางอย่างเราก็ต้องเป็นผู้ให้ บางอย่างเราก็ต้องเป็นผู้รับ บางครั้งเราโง่กว่าชาวบ้านก็ต้องฟังเขา ช่วยอะไรเขาได้ก็ต้องช่วยเขา ตรงนี้มันจะเกิดกระบวนการเรียนรู้” คือหลักการของแนวคิดดังกล่าว
ล่าสุดปี 2554 ภาพรวมของแนวคิดเดินหน้าไปได้ด้วยดี ชุมชนเริ่มมีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ในฐานะอธิการบดีก็มองต่อไปอีกว่า บางคณะ เช่น คณะบัญชี มีนิสิตมากถึง 1 หมื่นคน หรือบางคณะเล็กลงมาก็มี 3,000-4,000 คน จึงจำเป็นต้องย่อยแนวคิดให้หน่วยเล็กลง คือ 1 หลักสูตร 1 ชุมชน ซึ่งขณะนี้มหาวิทยาลัยมีไม่ต่ำกว่า 80 หลักสูตร หลักสูตรละ 300-400 คน ซึ่งจะทำให้เข้าถึงชุมชนได้ตรงตามความต้องการและทั่วถึงขึ้น
“ต้องทำทุกอย่างให้เข้าถึงรากหญ้า แต่ไม่ทิ้งเพดานบน ตอนเราทำไม่ได้คิดว่าจะเกิดผลอย่างไร เพียงแต่อยากทำให้ชุมชนยอมรับ แต่เมื่อกลับเข้ามาในเกณฑ์ประเมินคุณภาพการศึกษาด้วยหลักสากล ก็พบว่ามี 1 ใน 7 ดัชนีชี้วัด คือ การให้บริการสังคม เขาถามว่าเรามีกิจกรรมอะไรบ้าง ทุ่มเททรัพยากรทั้งคนและเงินลงไปหรือไม่ ตรงนี้เราได้คะแนนเต็ม เพราะเข้าข่ายในสิ่งที่ได้ทำมาทั้งหมด” อธิการบดี ระบุ
นอกเหนือจากการสร้างความแข็งแกร่งให้มหาวิทยาลัย อธิการบดีรายนี้ยังให้ความสำคัญกับดัชนีชี้วัดคุณภาพบัณฑิต โดยเฝ้ามองปรากฏการณ์แต่ละปีว่าสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ความต้องการของตลาดแรงงานเป็นอย่างไร แต่นิสิตที่จบการศึกษามีงานทำหรือไม่
“อัตราการได้งานเฉลี่ยทุกคณะประมาณ 90% โดยหลักสูตรวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือด้านความสามารถเฉพาะตัว อาทิ ดุริยางคศิลป์ สถาปัตยกรรม จะได้งานทำ 100% ส่วนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวะ เฉลี่ย 80-85% สำหรับหลักสูตรที่อ่อนแอที่สุด คือ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ การตลาด”
“สิ่งที่ผมกังวลคือผลิตเยอะ เหมือนเอาเขามากองๆ ไว้ในห้องแล้วปล่อยให้เขาเดินออกไปเอง แบบนี้มันไม่ได้ เราในฐานะผู้ผลิตต้องคุยกับผู้ประกอบการว่าพึงพอใจหรือไม่ แม้บางทีมีเสียงสะท้อนว่าผลิตไปแล้วใช้การไม่ได้ ก็ต้องรับฟังเพื่อนำมาปรับปรุง จึงมอบหมายภารกิจนี้ให้แต่ละคณะในการจัดหาตำแหน่งงานให้นิสิต”
พร้อมกันนี้ ด้วยภาวะการแข่งขันสูง ถ้าจะปิดหูปิดตาฝึกงานกันเองคงไม่ไหว ดังนั้นจึงสั่งการให้แต่ละคณะที่มีงบประมาณหรือเงินทุนรองรับจัดส่งเด็กไปอบรม ฝึกงาน พัฒนาทักษะ ยังต่างประเทศ เช่น คณะบัญชี มีเป้าหมายจะส่งออกประมาณ 100 คน ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ของมหาวิทยาลัยไปพร้อมๆ กัน
“แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าเด็กเอาหรือไม่ มีใจให้เราหรือไม่ เพราะถ้าเด็กมันเฮงซวย ก็คงไม่สามารถหลับหูหลับตาส่งไปได้” ศุภชัย กล่าว







