
ร้านค้าถูกใจโวยสั่งของนับเดือนยังไม่ได้
ร้านค้าถูกใจเมืองแปดริ้วโวยหลังสั่งของนานเฉียดเดือนยังมาไม่ถึง
ร้านค้าถูกใจเมืองแปดริ้วโวยหลังสั่งของนานเฉียดเดือนยังมาไม่ถึง
นายสมชาย ตันวัฒนะ อายุ 67 ปี ร้านค้าผู้เข้าร่วมโครงการตามนโยบายลดค่าครองชีพของรัฐบาล ในโครงการร้านค้าถูกใจ โชห่วยช่วยชาติ ที่จะรับสินค้าจากกรมการค้าภาย กระทรวงพาณิชย์ เข้ามาจำหน่ายถึงในระดับตำบลหมู่บ้าน ตั้งอยู่เลขที่ 87/6 ม.14 ต.ท่าไข่ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีสินค้าใดๆ ส่งเข้ามาถึงเพื่อวางจำหน่ายยังภายในร้านค้าแม้แต่ชิ้นเดียว ทั้งที่ได้เริ่มสั่งสินค้าไปตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกของโครงการ เมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้รับรหัสประจำร้านค้าจึงอยากฝากถามไปถึงยังรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการว่า ปัญหาความล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้ไปติดขัดอยู่ที่จุดใด เนื่องจากถึงเวลานี้ก็เกือบหนึ่งเดือนเต็มแล้วที่ได้ทำการสั่งซื้อสินค้าไปทางระบบไปรษณีย์ ถึงเวลานี้ตนจึงมองว่าโครงการนี้ไม่น่าประสบความสำเร็จ ที่จะช่วยเหลือลดค่าครองชีพของประชาชนได้
นายสมชาย กล่าวอีกวา สินค้าบางรายการไม่เป็นที่รู้จักของประชาชน ชาวบ้านไม่นิยมใช้ หรือเขาไม่ใช้กัน ขณะที่บางรายการราคาที่กำหนดให้ขายก็ไม่แตกต่างไปจากท้องตลาด หรือบางอย่างผิดจากราคาห้างฯ ไปแค่เพียงบาทเดียว ซึ่งถ้าหากเขาไปเดินเล่นคลายร้อนตากแอร์ภายในห้างฯ เขาก็จะซื้อสินค้าออกมาจากห้างฯ กันหมด ไม่มีใครเขาเสียเวลาที่จะขับรถออกมาชื้อกับเรา ขณะที่ข้าวสารที่ทางโครงการจะนำมาขายนั้น ก็เป็นข้าวสารที่คนไม่รู้จัก จึงไม่กล้าซื้อไปหุงกินเพราะกลัวแข็ง และไม่ถูกปาก โดยชาวบ้านที่นี่ส่วนใหญ่นิยมบริโภคข้าวสารตรายี่ห้อในท้องถิ่นมากกว่า
ขณะที่ นางไพลิน เฟื่องเจริญ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 20/5 ม.3 ต.คลองอุดมชลจร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ผู้เข้าร่วมโครงการอีกหนึ่งราย กล่าวว่า สั่งสินค้าในโครงการไปแล้วเป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์ แต่ยังไม่ได้รับสินค้ามาขายเลยสักชิ้น ขณะที่สินค้าภายในร้านที่เคยขายอยู่ก็หมดลงไปแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าสั่งซื้อใหม่ เพราะเกรงว่าหากสินค้าที่สั่งไปกับโครงการถูกส่งมาถึงยังร้านจะซ้ำซ้อนกัน และจะยิ่งทำให้สับสน เพราะราคาแตกต่างกัน จึงทำให้ในขณะนี้สูญเสียรายได้ตรงส่วนนี้ไป
ด้าน นางกุลชุลี มั่นยิ่ง อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29/2 ม.7 ต.บางพระ อ.เมืองฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ที่ผ่านมาหลังถูกเจ้าหน้าที่ชักชวนเข้ามาร่วมโครงการ และบอกว่าจะมีงบประมาณสนับสนุนต่อร้านค้าผู้เข้าร่วมโครงการวันละ 300 บาท ในการจ้างลูกจ้างเข้ามาดูแลร้านค้า จึงได้ติดต่อว่าจ้างเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กันให้เขามาช่วยขายเพื่อจะได้ใช้เงินตามโครงการดังกล่าวในการจ้าง ซึ่งตั้งแต่ได้เซ็นสัญญาข้อตกลงกันไปกับกรมการค้าภายในจังหวัด ครั้งแรกก็เข้าใจว่าสินค้าจะมาถึงเร็วตามกำหนดภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ได้สั่งซื้อ แต่หลังจากว่าจ้างเขามาทำงานแล้ว สินค้าก็ยังมาไม่ถึง ค่าจ้างก็ยังเบิกไม่ได้ เพราะทางการค้าภายในจะคิดเงินให้ก็ต่อเมื่อเริ่มทำการจำหน่ายสินค้าตามโครงการแล้ว ขณะนี้ค่าใช้จ่ายในการจ้างลูกจ้าง จึงตกเป็นภาระของทางร้านค้าที่จะต้องจ่ายเงินค้าแรงงานส่วนนี้ให้แก่ลูกจ้างไป







