posttoday
เตือน "เอเชีย" เร่งแผนรับ ยุโรป-จีน-ภัยพิบัติ พาดิ่งเหว

เตือน "เอเชีย" เร่งแผนรับ ยุโรป-จีน-ภัยพิบัติ พาดิ่งเหว

14 มิถุนายน 2555

ตอกย้ำซ้ำๆ ให้ชัดเจนชนิดไม่ต้องคาดหวังแบบลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป สำหรับรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2555

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

ตอกย้ำซ้ำๆ ให้ชัดเจนชนิดไม่ต้องคาดหวังแบบลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป สำหรับรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2555 (Global Economic Prospects 2012) ของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ ฉบับล่าสุดที่เพิ่งจะเผยแพร่เมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งสามารถสรุปใจความสำคัญได้สั้นๆ ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มซึมเศร้าเหงาหงอยอีกยาว

สาเหตุหลักยังคงเป็นเรื่องของปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในภูมิภาคยุโรปที่เขย่าภาคการเงินการธนาคารสะดุดล้มเกือบล่ม จนรัฐบาลสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) บางประเทศต้องประกาศขอความช่วยเหลือจากภายนอกอย่างเร่งด่วน โดยมีเหยื่อรายล่าสุดคือรัฐบาลสเปน

แถมวิกฤตหนี้สาธารณะยังมีทีท่าว่าจะแพร่เชื้อลามต่อไปยังอิตาลี ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรป รองจากเยอรมนีและฝรั่งเศส เนื่องจากนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในยี่ห้อ “ยุโรป” จนพากันหลีกลี้หนีหาย ทำให้อิตาลีไม่มีเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังหดตัวอย่างหนัก จนส่งผลต่อรายได้ของรัฐ

นอกจากนี้ ยังไม่นับรวมถึงปัจจัยไม่แน่นอนอื่นๆ ที่อาจส่งผลสั่นคลอนสถานการณ์ของยุโรปให้เลวร้ายหนัก โดยที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด และกลัวกันมากที่สุดก็คือ ความขัดแย้งทางการเมืองของกรีซ ซึ่งมีศึกเลือกตั้งในวันที่ 17 มิ.ย. เป็นตัวตัดสินชี้ชะตากรรมของกรีซและของอียูว่าจะอยู่ต่อไปได้หรือไม่

ขณะเดียวกันก็พ่วงด้วยแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤตของอียูที่ยังคงพูดคุยถกเถียงกันไม่ลงตัวเสียที

เมื่อตลาดรับซื้อสินค้าที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งของโลกซบเซา จึงเป็นเรื่องยากที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งพึ่งพาธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ อาหาร หรือภาคบริการอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว หรือการส่งเงินกลับประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตได้อย่างดีเลิศ

และกลายเป็นคำเตือนสำคัญจากเวิลด์แบงก์ที่ให้บรรดาประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้เตรียมตัวเตรียมใจรับมือให้รัดกุมมากขึ้น

พูดอีกแง่หนึ่งก็คือว่า มาตรการที่เตรียมกันไว้ในปัจจุบันไม่เพียงพอ และไม่ดีพอที่จะรับมือกับวิกฤตที่ดูจะยืดเยื้อ แถมจบไม่สวย

ทั้งนี้ แม้นักวิเคราะห์ ตลอดจนนักลงทุนทั่วโลกจะยอมรับโดยไม่มีคำคัดค้านว่าประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียคือแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญเพื่อฝ่าฟันมรสุมมากมายในขณะนี้

แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า เศรษฐกิจโลกที่ซบเซาได้บั่นทอนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียลงอย่างน่าใจหาย โดยธนาคารโลกได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับยุโรป แทบไม่ต้องเดาก็รู้กันว่าเศรษฐกิจในช่วง 3 ปีนี้ ระหว่างปี 2555-2557 ไม่อยู่ในสภาวะที่จะเติบโตได้ หรือได้อย่างมากสุดไม่เกิน 3% โดยเศรษฐกิจของยุโรปในปีนี้จะหดตัวลงอีก 0.3% ก่อนที่จะฟื้นขึ้นมา 0.7% ในปีหน้า และ 1.4% ในปี 2557

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งหมายถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่รวมเอา 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะมีการเติบโตลดลงจาก 6.1% ในปีที่แล้วเหลือ 5.3% ในปีนี้ ก่อนที่จะพลิกกลับมาโตอีกครั้งที่ 5.9% ในปีหน้า และแข็งแกร่งมากขึ้นในปี 2557 ที่ 6%

เตือน "เอเชีย" เร่งแผนรับ ยุโรป-จีน-ภัยพิบัติ พาดิ่งเหว

ทั้งนี้ โดยรวมแล้วการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะลดลงจาก 2.7% ในปีที่แล้วมาอยู่ที่ 2.5% ในปี 2555 และปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3% และ 3.3% ในปี 2556 และปี 2557 ตามลำดับ

แน่นอนว่า ปัจจัยเสี่ยงแรกที่ทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่หวือหวาคึกคักก็คือยุโรป ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักสำหรับเศรษฐกิจทุกภูมิภาคทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว

หลักฐานที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ การซื้อขายในตลาดหุ้น เพราะตลาดของทั้งประเทศที่กำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วปรับตัวลดลง 7% หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 2 ใน 3 ของรายได้ที่ได้มาจาก 4 เดือนแรกของปี 2555 นี้ ขณะที่ราคาสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ราคาน้ำมันดิบและทองแดงลดลง 19% และ 14% ตามลำดับ ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า บรรดาอุตสาหกรรมต่างๆ ในภูมิภาคลดทอนการผลิตของตนเองลง

ขณะเดียวกัน ค่าเงินของประเทศกำลังพัฒนาอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ แถมเงินทุนต่างประเทศยังไหลออกไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนต่างแห่ย้ายไปลงทุนกับสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น พันธบัตรรัฐบาลประเทศเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา แทน

สำหรับปัจจัยที่สอง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากปัจจัยแรกก็คือเศรษฐกิจของประเทศจีน ยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเปรียบเสมือนเสาหลักของภูมิภาคเอเชีย ก็อยู่ในห้วงที่เรียกได้ว่า ถึงไม่ได้แย่แบบเลวร้าย แต่ก็ไม่ได้ดีจนหวังฝากผีฝากไข้ได้เช่นกัน

การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ลดความร้อนแรงลงอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมายของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์กันไว้ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณความต้องการสินค้าหรือการลงทุนจากจีนที่กลายมาเป็นแรงขับทางเศรษฐกิจหลักของบางประเทศลดลงด้วยเช่นเดียวกัน

ปัจจัยเสี่ยงต่อมาซึ่งเพิ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงก็คือเหตุหายนภัยต่างๆ ทางธรรมชาติ ทั้งพายุถล่ม แผ่นดินไหว สึนามิ และอุทกภัย ซึ่งรายงานล่าสุดของทางสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ก็ได้เตือนออกมาแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภัยธรรมชาติมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตมนุษย์ แต่ยังทำให้มีผลสั่นคลอนต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ เลยทีเดียว

ทั้งนี้ สำหรับประเทศที่เพิ่งจะผ่านเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีอย่างไทยก็คงรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้นสาหัสสากรรจ์เพียงใด

เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้หนทางการกระตุ้นเศรษฐกิจตีบตันลงเรื่อยๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เวิลด์แบงก์ และนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักจะพร้อมใจตบเท้าออกมาเตือนเอเชียให้ลงมือทำมากกว่าที่ทำกันอยู่ในขณะนี้ โดยแรกสุดคือเปลี่ยนมาตรการจากการดูสถานการณ์รายวันแล้วตอบสนองเป็นการเตรียมพร้อมรับมือในระยะกลางและระยะยาว และเผื่อถึงกรณีที่สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ย่ำแย่เลวร้ายเข้าขั้นวิกฤต

ฮันส์ ทิมเมอร์ ผู้อำนวยการแผนกคาดการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของธนาคารโลก สรุปว่า เอเชียควรเลิกเสียเวลาคิดหาวิธีสู้กับไฟ และหันมาเสริมความแข็งแกร่งต่อหนทางที่จะทำให้ตนเองเติบโตต่อไปได้

หนทางแรกสุดที่ธนาคารโลกแนะนำก็คือ การลดปริมาณหนี้ระยะสั้น ซึ่งมีอายุระหว่าง 12 ปีลง เพราะหนี้ระยะสั้นที่มีมากเกินไปจะส่งผลให้นักลงทุนจากต่างประเทศไม่กล้าหอบเงินเข้ามาลงทุน และจะกระทบต่อปริมาณเงินตราสำรองระหว่างประเทศ ทำให้ศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของตลาดของประเทศนั้นๆ ลดต่ำลง

นอกจากนี้ สิ่งที่เอเชียแปซิฟิกควรทำควบคู่กันไปด้วยก็คือการตัดลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลแต่ละประเทศต้องหาเก็บมากกว่าหาใช้ เพราะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน การมีรายรับเต็มกระเป๋าก็คือการเพิ่มทางรอดให้กับตนเองในกรณีที่สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตรเกิดวิกฤตตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์

สำหรับหนทางต่อมาก็คือ การมุ่งเน้นการปฏิรูปการเพิ่มผลิตภาพและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าที่จะรอตั้งรับตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์เศรษฐกิจโลกแบบวันต่อวัน

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เป็นการสร้างปราการป้องกันและรองรับแรงกระแทกจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกทั้งหลาย โดยอย่างน้อยๆ ก็ทำให้ประเทศสามารถใช้ตลาดภายในของตนเองเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญให้อยู่รอดต่อไป

และปราการสุดท้ายที่เอเชียควรทำก็คือการวางนโยบายด้านการเงินให้เป็นกลาง คือไม่เข้มหรือหลวมจนเกินไป เพราะเมื่อสถานการณ์เลวร้ายมาจริง รัฐบาลของแต่ละประเทศจะสามารถใช้นโยบายการเงินที่กำหนดไว้มาปรับพลิกแพลงได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องเสียเวลาถกเถียงกันวุ่นวาย จนทำให้วิกฤตบานปลาย

ทั้งนี้ แม้ตัวเลขสุดท้ายของธนาคารโลกจะแสดงให้เห็นว่าเอเชียแปซิฟิกจะยังเติบโตได้เรื่อยๆ แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่การคาดการณ์โดยอาศัยสถานการณ์และข้อมูลในปัจจุบันเป็นพื้นฐาน

และในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจผันผวนได้ตลอดเช่นนี้ แนวโน้มข่าวดีก็มีสิทธิพลิกเป็นร้ายได้เช่นกัน ถ้าไม่คิดเตรียมพร้อมแบบเอาจริง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์