posttoday
ทรัพย์สินทางปัญญาในเอเปก

ทรัพย์สินทางปัญญาในเอเปก

13 มิถุนายน 2555

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ผู้เขียนได้พูดถึงเรื่องของเอเปกมาหลายฉบับติดต่อกันแล้ว ที่หันมาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเขียนก็เนื่องจากช่วงนี้ใครๆ ก็ฮิตพูดกันถึงแต่เรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AECASEAN Economic Community) ซึ่งสมควรจะเสร็จสมบูรณ์เป็น AEC ในปี ค.ศ. 2015 หรือ พ.ศ. 2558 จึงแน่นอนว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่จำเป็นต้องสร้างความรู้ ความตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นให้สาธารณชนทราบ และผู้เขียนก็ได้เขียนถึงเรื่องนี้ไปหลายครั้งแล้ว

แต่เมื่อหันมาดูเรื่องของเอเปกซึ่งประชุมระดับผู้นำกันเป็นประจำทุกปี แถมยังเป็นลักษณะความร่วมมือที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แถมภาคเอกชนก็มีเวทีระหว่างเอกชนคุยกันในเอเปกด้วย ความกระตือรือร้นที่สาธารณชนจะต้องการเข้าใจหรือรับรู้ก็ดูจะน้อยลงหรือเนือยๆ ไป ทั้งๆ ที่ผลจากการเปิดตลาด เอาแค่เรื่องสินค้าก็ไม่ได้ต่างจากอาเซียนหรือองค์การการค้าโลกมากนัก ดูๆ แล้วก็เหมือนเป็นการขุดอุโมงค์เข้ามาอีกทางหนึ่งเพื่อเปิดประตูเมือง กว่าจะรู้ก็เปิดอ้าซ่าไปแล้ว

ตัวอย่างการเจรจาเปิดตลาดเป็นลักษณะกลุ่มสินค้าที่ผู้เขียนได้พูดถึงไปแล้วในฉบับที่ผ่านๆ มา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสีเขียว สินค้า IT หรือสินค้า Next Generation Issues เมื่อรวมๆ แล้วก็แทบจะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมด บวกด้วยสินค้าเกษตรบางส่วน (ที่เป็นกรณีสินค้าสีเขียว) ก็เรียกได้ว่าจะเป็นขุดอุโมงค์หรือป่าล้อมเมืองก็ได้ นี่ผู้เขียนก็จับเอาตั้งแต่การพิจารณาในต้นปี พ.ศ. 2555 นี้ เพื่อเป็นการเตรียมงานให้กับผู้นำเอเปกพิจารณาในการประชุมเดือน ก.ย.ที่จะมาถึง บวกกับเรื่องที่ตกลงกันไปแล้วในปี พ.ศ. 2554 และต้องนำมาพิจารณาดำเนินการต่อไปในปี พ.ศ. 2555 ด้วย

คราวนี้ก็ขอมาเจาะดูกันเฉพาะบางเรื่อง อย่างเช่นเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดีกว่า จะได้ไม่กว้างเวิ้งว้างมากเกินไป

ลองมาไล่ดูว่าผู้นำของเราพูดอะไรไว้บ้างในการประชุมผู้นำเอเปกเมื่อปลายปี ค.ศ. 2011 หรือ พ.ศ. 2554 ก็พบว่าเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาก็คือ “ปฏิญญาผู้นำเอเปกว่าด้วยเรื่องการส่งเสริมนโยบายนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นไปตามกลไกตลาด (Promoting Effective, NonDiscriminatory, and MarketDriven Innovation Policy)

นโยบายนี้ต้องการโน้มน้าวส่งเสริมให้มีนวัตกรรมมากๆ โดยเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เศรษฐกิจของเอเปกเฟื่องฟูทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมองว่านวัตกรรมนั้นมีตั้งแต่เริ่มคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปจนถึงการนำออกสู่ตลาด เป็นเชิงพาณิชย์ ยิ่งประชากรมีความสามารถเท่าใดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเจริญเติบโตและมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น นโยบายการค้าและการลงทุนที่เปิด และไม่เลือกปฏิบัติจะทำให้เกิดการแข่งขัน ส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ พูดถึงตรงนี้ผู้เขียนก็อดขัดไม่ได้ว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีได้นั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เข้าไปแล้วไปเจอตอเพราะเขาจดทรัพย์สินทางปัญญาไว้ก็ทำได้แค่ซื้อลูกเดียว อย่างไรก็ตาม ถ้าคนของเราพร้อม ระบบการศึกษาเอื้ออำนวยก็ย่อมจะได้ประโยชน์ อย่างเช่น สิงคโปร์ เพราะเมื่อเข้าถึงเทคโนโลยีได้ก็สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดและจดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นของตนเองได้ เพียงแต่รัฐบาลต้องวางโครงสร้าง ความเข้าใจกับสังคม และวางระบบให้ดีไว้รองรับ

เพราะสิ่งที่ผู้นำตกลงกันจากที่กล่าวข้างต้นและกำหนดไว้เป็นข้อๆ ในปฏิญญาถึง 11 ข้อ บางข้อก็อาจจะเป็นดาบสองคมได้ ลองมาดูสรุปสาระสำคัญสั้นๆ กันดีกว่า

1.พัฒนาและรักษาให้ระบบเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจเปิด ทั้งคน ทุน สินค้าและบริการ ตลอดจนแนวความคิดสามารถไหลผ่านเข้าชายแดนได้โดยสะดวก ในลักษณะที่ให้มีการแข่งขันกันได้ รวมถึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการ ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ยอมรับรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ (adopt new and innovative of business models) โดยให้มีกฎระเบียบมารองรับ รวมถึงการออกใบอนุญาต (License) และกฎระเบียบต่างๆ ต้องโปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ

2.ให้มีการใช้และจัดทำมาตรฐานต่างๆ เป็นไปในทางที่จะส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขัน กฎระเบียบต่างๆ ทางเทคนิค ก็ต้องสนองตอบต่อนโยบายสาธารณะด้วย เช่น เรื่องสุขภาพ ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

3.ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศที่นักประดิษฐ์ รวมทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะลงทุนในการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนดำเนินการค้าต่อไป

4.ในเรื่องการจัดซื้อของรัฐบาลจะต้องไม่มีเงื่อนไขเรื่องสถานที่ที่คิดค้นวิจัยหรือประดิษฐ์ หรือความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาและปล่อยให้การเจรจาตกลงกันเรื่องการซื้อขายหรืออนุญาตให้ใช้เทคโนโลยี กระบวนการผลิต ฯลฯ เป็นเรื่องระหว่างเอกชนกับเอกชน ตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก

สรุปมาพอให้ได้เห็นภาพ 4 ข้อด้วยกัน แล้วก็เลยขอหยิบยกบางข้อข้างต้นมาเป็นตัวอย่างให้คิดกันเล่นๆ เช่น เรื่องของรูปแบบทางธุรกิจ (Business Model) ที่ให้มีกฎระเบียบในการรับ (Adopt) Business Model ใหม่ๆ นั้น กฎหมายสิทธิบัตรของไทยยังไม่มีการจดเรื่องของ Business Model รวมถึงการขายหรืออนุญาตให้ใช้ Business Model ใหม่ๆ ก็ไม่มีกฎหมายโดยตรงรองรับ แต่ต้องใช้กฎหมายอื่นๆ แทน เป็นต้น และเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐบาลนั้น แม้จะไม่มีเงื่อนไขเรื่องสถานที่ที่คิดค้นวิจัยหรือประดิษฐ์ และ/หรือความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา แต่อนาคตหากจะส่งเสริมให้คนไทยคิดประดิษฐ์ ทำวิจัยและพัฒนา ตลอดจนมีนวัตกรรมมากขึ้น ก็อาจจำเป็นต้องนำเรื่องสถานที่ที่คิดค้นวิจัยหรือประดิษฐ์ และ/หรือความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา เข้ามาเป็นเงื่อนไขเมื่อรัฐบาลจะให้ทุนหรือให้ความช่วยเหลือต่างๆ ก็ได้ ก็หวังว่าไทยเราจะไม่ถูกมัดมือมัดเท้าไว้จนขยับไม่ได้ในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท