
พท.เก็บแรง-ป้องปู รอลุยงานใหญ่
ในที่สุดรัฐสภาไม่สามารถลงมติหักคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ชะลอลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ได้ หลังรัฐสภามีมติ 318 เสียง
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในที่สุดรัฐสภาไม่สามารถลงมติหักคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ชะลอลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ได้ หลังรัฐสภามีมติ 318 เสียง ซึ่งไม่ถึงกึ่งหนึ่ง หรือ 323 เสียง จาก 644 เพื่อขอมติเปิดช่องให้นำมติดังกล่าวมาพิจารณาในสมัยประชุมนิติบัญญัตินี้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดอาการล่มปากอ่าว เพราะเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้มาตามนัด โดยเฉพาะพรรคชาติไทยพัฒนาที่มี สส.ใช้สิทธิลงคะแนนเห็นด้วย 11 คน จาก สส.ทั้งหมด 19 คน
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลในส่วนอื่นๆ สามารถคุมเสียง สส.ของตัวเองให้มาร่วมลงมติหนุนพรรคเพื่อไทยได้อย่างเป็นระเบียบ แม้ว่าจะมี สส.บางรายหายตัวไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นจำนวนมากถ้าเทียบกับการหายไปของ สส.ชาติไทยพัฒนาถึง 8 คน ซึ่งถือว่ามีผลต่อการเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก
การผิดนัดของพรรคชาติไทยพัฒนาสวนทางกับการมาจุดนัดพบที่รัฐสภาของ สว. เพราะสมาชิกสภาสูงร่วมลงมติหนุนการโหวตหักคำสั่งศาลถึง 41 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสายเลือกตั้ง ซึ่งจากเดิมมีการประเมินด้วยซ้ำไปว่า สว.จะเป็นกลุ่มที่แตกแถวมากที่สุดในฐานะมีความเปราะบางทางการเมือง
สุดท้ายผลก็ลงเอยอย่างที่เห็น จากนี้ทำได้เพียงการต่อสู้คดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ข้อกล่าวหาแก้รัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ขยำคำสั่งศาลได้อีกต่อไป
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยหวั่นไหว ไม่ยอมโหวตรับหลักการวาระ 3 ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และได้ยอมให้มีประกาศปิดสมัยประชุมในวันที่ 19 มิ.ย. รอไปวัดดวงกันสมัยประชุมหน้า ระหว่างวันที่ 1 ส.ค.-28 พ.ย.นี้
ทั้งนี้ ก่อนการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” ประธานรัฐสภา ยกธงขาวตั้งแต่ยังไม่กดปุ่มเรียกประชุมว่า “จะไม่มีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 รวมถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ในสมัยการประชุมสามัญนิติบัญญัตินี้”
ความฮึกเหิมมลายสิ้นไปหมดทั้งที่พรรคเพื่อไทยได้อุ่นเครื่องเตรียมเร่งสถานการณ์ตั้งแต่ไก่โห่ว่า “จะให้ฝ่ายตุลาการมามีอำนาจเหนือนิติบัญญัติไม่ได้” แต่เอาเข้าจริงกลับใส่เกียร์ถอยเอาดื้อๆ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
การกลับลำแบบหน้ามือเป็นหลังมือสร้างความหัวเสียให้กับแกนนำคนเสื้อแดงพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้ได้ประกาศไล่ล่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปทุกที่ทุกรูปแบบ พอเจอกับการพลิกตัว 180 องศา เลยมีอารมณ์นอยด์ใส่พรรคเพื่อไทยอย่างที่เห็น
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองเหตุผลในการถอยแบบเกือบสุดตัวครั้งนี้มีพื้นฐานมาจากการสร้างเกราะป้องกันให้กับ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในหลายประเด็น ขีดเส้นนายกฯ ปู ให้ทำหน้าที่เฉพาะนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ต้องมาเล่นบทนักการเมือง
กล่าวคือ แม้ว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะผลิตซ้ำคำพูดต่อสาธารณชนหลายครั้งว่า “การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา” แต่เมื่อใดก็ตามที่รัฐสภาฝืนลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 เมื่อนั้นนายกฯ จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้
โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 150 กำหนดให้นายกฯ ต้องนำร่างกฎหมายที่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภาขึ้นทูลเกล้าฯ ภายใน 20 วัน เท่ากับว่ากรอบเวลา 20 วัน ดังกล่าวจะทับซ้อนกับคำสั่งชะลอของศาลรัฐธรรมนูญ
ความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับความชอบของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นนี้ อาจสร้างปมปัญหาใหม่ขึ้นมาเหมือนในอดีตได้ ซึ่งในประเด็นนี้ได้มีหลายฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นเตือนสติรัฐบาลเป็นจำนวนมาก
คำนูณ สิทธิสมาน สว.สรรหา คือคนแรกๆ ที่ออกมาติงรัฐบาล “เมื่อเรื่องต้องเข้าสู่กระบวนการกราบบังคมทูล แต่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวน แล้วจะให้ประมุขแห่งรัฐตัดสินใจอย่างไร”
สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ “เป็นการผลักให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องเลือกข้าง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้”
สุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ “ไม่อยากให้มีปัญหาหรือไปสร้างความลำบากพระทัย แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติว่าด้วยพระราชอำนาจในการยับยั้งร่างกฎหมาย”
ไม่เว้นแม้แต่คีย์แมนของพรรคคนสำคัญอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยังออกมายอมรับถึงปัญหาที่จะตามมาว่า “วิเคราะห์การเมืองแบบนักกฎหมาย หากรัฐสภาพิจารณาแล้วเสร็จเสนอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ เกิดศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนมีคำสั่งห้ามกราบบังคมทูลแล้วรัฐบาลจะอยู่อย่างไร เช่นนี้จะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไม”
ท่าทีจากหลายฝ่ายกลายเป็นแรงกดดันทางอ้อมให้พรรคเพื่อไทยตัดสินใจกำหนดทิศทางเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญ กระทั่งกลายมาเป็นบทสรุปว่า “ถอยดีกว่า” เพื่อรักษาเก้าอี้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ เอาไว้
พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่สามารถประเมินได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงขึ้นมา ความเสียหายและแรงเสียดทานที่จะพุ่งมายังนายกฯ ในฐานะผู้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ขนาดไหน ไฟการเมืองอาจลามมาถึง ยิ่งลักษณ์ เงื่อนไขความขัดแย้งใหม่จะกระหน่ำเข้ามา เป็นอันว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย”
ทางเลือกตอนนี้มีเพียงหันหน้าเข้าสู้บัลลังก์ศาลรัฐธรรมนูญ ต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด งัดทุกข้อกฎหมายมาหักล้างข้อกล่าวหาล้มล้างการปกครอง ป้องกันไม่ให้พรรคเพื่อไทยถูกยุบรอบ 3 สร้างความแข็งแกร่งให้กับนายกฯ ไม่ให้โอนเอนไปกับมรสุมการเมือง
หากผ่านด่านนี้ไปได้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีโอกาสประสบความสำเร็จในสมัยประชุมสามัญทั่วไปเดือน ส.ค. หลังจากปิดสมัยประชุมดับอุณหภูมิการเมืองเป็นเวลามากกว่า 1 เดือน
เวลานั้นความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะปรากฏขึ้นมาทันที เมื่อแก้รัฐธรรมนูญได้ งานใหญ่ของพรรคเพื่อไทยอย่างร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ จะมีต้นทุนมากพอสำหรับต่อสู้กับแรงต้านได้ต่อไป และเป็นเพิ่มโอกาสให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับบ้านเท่ๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ทว่ากลับกัน ถ้าหักด้ามพร้าด้วยเข่า ผลักและดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญระหว่างคำสั่งชะลอของศาล อำนาจรัฐในมือของพรรคเพื่อไทยอาจหลุดไป เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งได้
เพราะฉะนั้น การคุ้มครองยิ่งลักษณ์ให้แข็งแรงมากเท่าไหร่ โอกาสและความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยในการทำงานใหญ่ย่อมมีความเป็นได้มากขึ้น จึงเป็นคำตอบของปรากฏการณ์ถอยสุดกำแพงในครั้งนี้
ทว่าการแพ้โหวตในรอบนี้ ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเสียหน้าในระดับหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน พรรคเพื่อไทยก็จะได้ใช้โอกาสนี้อุดช่องโหว่ในการลงมติครั้งต่อไป โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเดิมพันสูงกว่านี้หลายเท่า







