
วิกฤตเศรษฐกิจโลกยิ่งลาม"สงครามกีดกันการค้า" จะยิ่งแรง
วิกฤตการณ์หนี้ยุโรปที่กำลังลุกลาม อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ทั่วโลกวิตกจริตกันมากที่สุดในวันนี้
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
วิกฤตการณ์หนี้ยุโรปที่กำลังลุกลาม อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ทั่วโลกวิตกจริตกันมากที่สุดในวันนี้ และทำให้ทุกประเทศต้องเตรียมหามาตรการรองรับผลกระทบที่ตามมา โดยเฉพาะผลกระทบด้านการค้าที่คาดว่าจะซบเซาลงทั่วโลก จนต้องมีการมองหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ชดเชยตลาดยุโรปและสหรัฐ
ทว่า ความเสี่ยงด้านการค้าอีกด้านหนึ่งที่รุนแรงไม่ด้อยไปกว่ากัน แต่มักไม่ได้รับการถูกกล่าวถึงก็คือ “การกีดกันทางการค้า” ที่พ่วงมาด้วยทุกครั้งเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจขึ้น
และสงครามการค้าล่าสุดในครั้งนี้ ก็ดูจะรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จี20
“นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าว่าในครั้งนี้ ด้านมืดกำลังมีชัยเหนือด้านสว่าง จากการประเมินของเราพบว่า มาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลกกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงสัดส่วน 3% จากปริมาณการค้าทั้งหมดทั่วโลก” ปาสกาล ลามี ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ได้กล่าวเอาไว้ระหว่างการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยเอเชียตะวันออก ที่กรุงเทพฯ
แม้สัดส่วนดังกล่าวอาจยังจัดว่าอยู่ในระดับที่น้อย แต่หากเทียบกับปริมาณการค้าทั่วโลกทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 15.9 ล้านล้านบาท) การกีดกันทางการค้าแค่ 3% ก็จะกลายเป็นวงเงินมหาศาลขึ้นมาทันที
ที่สำคัญก็คือ การตั้งอุปสรรคทางการค้าเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศเล็กๆ ตามหลักความน่าจะเป็น เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจภายในจากการแข่งขันอันรุนแรงของประเทศขนาดใหญ่ แต่การตั้งมาตรการกีดกันทางการค้ากลับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ด้วยกันเอง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ จี20 ซึ่งพบว่าการกีดกันขยายตัวขึ้นถึง 4% จากปริมาณการค้าทั้งหมดในกลุ่ม โดยสถานการณ์เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ในภาคการเงินของสหรัฐ เมื่อปี 2551 เป็นต้นมา
ทั้งที่ผู้นำของกลุ่มประเทศ จี20 ได้ตบปากรับคำในการประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ เมื่อเดือน พ.ค. 2551 แล้วว่า จะไม่ดำเนินมาตรการที่ถือเป็นการปกป้องทางการค้า และจะเร่งเดินหน้ายกเลิกมาตรการกีดกันเหล่านี้ให้หมดไปโดยเร็ว
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งจับตาสถานการณ์ของ 31 ประเทศทั่วโลกที่มีการค้ากับยุโรปมากที่สุด รวมถึงประเทศไทยด้วยว่า มาตรการกีดกันทางการค้าทั่วโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึงระดับที่น่าตกใจ
นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา กลุ่มประเทศเหล่านี้สามารถลดหรือยกเลิกมาตรการที่ถือเป็นการกีดกันทางการค้าลงได้เพียง 89 รายการเท่านั้น ทำให้จนถึงปัจจุบันมีมาตรการกีดกันที่ยังหลงเหลืออยู่หรือเพิ่มขึ้นมาใหม่ในช่วงเกือบ 4 ปีมานี้ สูงถึง 534 รายการ
เฉพาะช่วง 8 เดือนที่ผ่านมานี้ ระหว่างเดือน ก.ย. 2554– พ.ค. 2555 มาตรการ กีดกันใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้นมาถึง 123 รายการ หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 25% ซึ่งเทียบเท่ากับว่าทุกๆ เดือนนั้น รัฐบาลแต่ละประเทศจะออกมาตรการเพื่อปกป้องการค้าเฉลี่ยเดือนละ 15 รายการ มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 13 รายการ
รายงานดังกล่าวพบว่าประเทศที่แหกกฎการค้าเสรีมากที่สุดในทั้งหมด 31 ชาติ ล้วนเป็นประเทศในกลุ่ม จี20 อาทิ อาร์เจนตินา 119 รายการ รัสเซีย 86 รายการ อินโดนีเซีย 59 รายการ จีน 30 รายการ และสหรัฐ 8 รายการ
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการกีดกันทางการค้าจะเกิดขึ้นกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอยู่ในฐานะประเทศผู้ส่งออกเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ตามข้อมูลขององค์การการค้าโลกหรือรายงานของอียูเท่านั้น
เพราะทวีปยุโรปซึ่งกำลังประสบกับวิกฤตการณ์หนี้สินครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยประสบมา ต่างก็พยายามปกป้องการค้าและอุตสาหกรรมภายในประเทศ ไม่น้อยหน้าไปกว่าภูมิภาคใดๆ
มาตรการที่อาจเข้าข่ายกีดกันทางการค้า ซึ่งยุโรปกำลังประกาศเป็นสงครามร้อนไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ก็คือ “ภาษีคาร์บอนการบิน” ซึ่งเรียกเก็บทุกสายการบินที่บินผ่านน่านฟ้าของ 27 ประเทศอียู เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ปีนี้ และจะเรียกใบแจ้งเก็บเงินในปีหน้าหลังบันทึกปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนของแต่ละสายการบินแล้ว โดยอ้างว่าเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงให้ได้ 20% ภายในปี 2020
อย่างไรก็ตาม มาตรการของอียูครั้งนี้เผชิญแรงต่อต้านอย่างรุนแรงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอียูอาจหลงลืมไปว่าวิกฤตการณ์ยูโรโซนที่กำลังทำให้ยุโรปเผชิญความยากลำบากอยู่นั้น ก็กำลังทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกได้รับผลกระทบไปต่างกัน ตั้งแต่เศรษฐกิจมหภาคไปจนถึงธุรกิจทุกขนาด
หลายประเทศทั่วโลกต่างก็ร่วมกันออกแถลงการณ์คัดค้านภาษีคาร์บอนการบินตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ขณะที่บรรดาผู้บริหารสายการบินกำลังรวมตัว เพื่อยื่นเรื่องขอให้ยุโรปชะลอการเก็บภาษีดังกล่าวออกไปก่อน ส่วนรัฐบาลจีนนั้นประกาศท่าทีแข็งกร้าวยิ่งกว่า ด้วยการประกาศห้ามทุกสายการบินในประเทศจ่ายภาษีดังกล่าวให้อียู เช่นเดียวกับรัฐบาลอินเดียที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ยอมทำตามกฎที่อียูตั้งเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้
พอล สตีล ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อมของสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (ไออาตา) ได้กล่าวเตือนว่า ชาติยุโรปกำลังเดินหน้าไปสู่การประกาศสงครามทางการค้า
ล่าสุด มีรายงานว่า ฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งจะได้รัฐบาลฝ่ายซ้ายมาจากการเลือกตั้งเมื่อไม่นานมานี้ มีแผนที่จะรื้อฟื้นการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนของอียู ซึ่งมีเป้าหมายโดยเฉพาะต่ออุตสาหกรรมของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งหลาย ให้ต้องใช้เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่เช่นนั้นจะต้องเจอการเรียกเก็บภาษีสินค้าที่ส่งออกไปยังอียู
เห็นได้ชัดว่าแม้แต่ยุโรปเองก็ยังมีความพยายามที่จะหารายได้เพิ่มขึ้นทุกวิถีทาง แม้ว่าจะเสี่ยงต่อการนำไปสู่สงครามการค้าและเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้กลับจากทั่วโลกก็ตาม ซึ่งบรรยากาศการแข่งขันอันรุนแรงเช่นนี้อาจไม่จบลงง่ายๆ จนกว่าวิกฤตการณ์ยุโรปจะบรรเทาลงและบรรยากาศทางเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น
การเตรียมตัวรับมือความปั่นป่วนของตลาดทุนและการค้าที่ซบเซาลงจากวิกฤตยูโรโซนเพียงอย่างเดียว จึงอาจไม่เพียงพอเสียแล้ว







