
เศรษฐกิจไทยไปไม่ถึงไหน
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2555 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง
เรียบเรียงจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2555 มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 5.5-6.5% แต่ก็มีข้อวิตกกังวลในหลายด้านที่ควรพิจารณาประกอบการตัดสินใจของผู้ประกอบการในการวางแผนธุรกิจ
เพราะยังมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยเสี่ยงหลายด้านดังต่อไปนี้
ปัจจัยสนับสนุนมาจาก(1)การเร่งตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ตามการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราการใช้กำลังการผลิต รวมทั้งแรงส่งจากฐานการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ของปี 2554 แม้ว่าอุตสาหกรรมสำคัญๆ มีแนวโน้มฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ภายในไตรมาส 2 ก็ตาม แต่การฟื้นตัวของบางอุตสาหกรรมยังมีความล่าช้า โดย เฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วน 23.9% ของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด
(2)การฟื้นตัวของกำลังซื้อภาคครัวเรือนตามการฟื้นตัวของภาคการผลิตและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น การปรับเงินเดือนข้าราชการ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และมาตรการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน เช่น การต่ออายุมาตรการขึ้นรถเมล์และรถไฟฟรี และโครงการมหกรรมธงฟ้าลดค่าครองชีพ
(3)การขยายตัวของการลงทุนที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีโครงการที่ขอรับการส่งเสริมผ่านBOIใน
ไตรมาสแรกของปี 2555 จำนวน 470 โครงการ (เพิ่มขึ้น 14.9%) มูลค่าเงินลงทุน 2.31 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้น 106.7%) โดยอุตสาหกรรมบริการ
และสาธารณูปโภคได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากที่สุด ประกอบกับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ระดับ 55.9
จากระดับ 51.4 ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นภายหลังสถานการณ์อุทกภัยได้คลี่คลายลง
(4)แรงกดดันด้านราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มลดลงจากในช่วง 4 เดือนแรก ซึ่งจะส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลง คาดว่าราคาน้ำมันจะมีแนวโน้มลดลงในไตรมาส 2 และไตรมาส 3 จากความไม่แน่นอนในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของยุโรป โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะในกรีซ และมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 4 ตามความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมัน ได้แก่1.ความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย
เฉพาะประเทศอิหร่าน และผลการเจรจาระหว่างประเทศอิหร่านกับ 6 ชาติมหาอำนาจ ประกอบด้วย ฝรั่งเศส เยอรมนี อังกฤษ รัสเซีย สหรัฐ และจีน
ในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอิหร่าน รวมทั้งท่าทีของกลุ่มประเทศOPECที่อาจพิจารณาเพิ่มหรือลดกำลังการผลิต
2.เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจยุโรประลอกใหม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้กรีซผิดนัดชำระหนี้ และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้นก็ตาม ซึ่งคาดว่าผลกระทบทางตรงของปัญหากรีซต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปีจะยังอยู่ในขอบเขตจำกัด โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2555 จะขยายตัวแค่ 3.4-3.8%
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่มีโอกาสกัดกินเศรษฐกิจไทยไม่ให้เติบโตได้ตามประมาณการก็ยังมีหลายด้าน
1.ความผันผวนของระบบการเงินโลก จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจกรีซ คาดว่าจะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศและอัตราแลก
เปลี่ยน นอกจากนั้นผลกระทบทางอ้อมจากแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซ ยังมีความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์
2.การปรับตัวของภาคการผลิตในประเทศต่อการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำ และการหดตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง ซึ่งเป็นข้อ
จำกัดต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2555 โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนัง ซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าจ้างที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
3.ความเสี่ยงของปัญหาภัยธรรมชาติต่อการผลิต โดยเฉพาะในภาคการเกษตร
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากการบริโภคภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้น โดยเห็นได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์เดือน มี.ค. 2555 อยู่ที่ 14.3 ล้านคัน สูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี การปรับตัวดีขึ้นของภาคครัวเรือนเป็นผลมาจากตลาดแรงงานมีการ
ปรับตัวดีอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการว่างงานเดือนเม.ย. 2555 อยู่ที่ 8.1% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี รวมทั้งอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ
การปรับตัวดีขึ้นของภาคการผลิต โดยดัชนีPMIภาคอุตสาหกรรมเดือน เม.ย. 2555 อยู่ที่ 54.8 เทียบกับ 53.4 ในเดือน มี.ค.
ภาคอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มลดลงไม่มากนัก แม้ว่าสหรัฐกำลังเผชิญกับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การหดตัวของเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งทางด้านการค้าและด้านตลาดเงินตลาดทุนที่จะได้รับความผันผวน และอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มแข็งค่า เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการถือเงินเหรียญสหรัฐมากกว่าเงินยูโร ซึ่งค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นจะเป็นข้อจำกัดต่อการส่งออกของสหรัฐ
ด้านเศรษฐกิจสหภาพยุโรป คาดว่าจะหดตัวเพียงเล็กน้อยที่ 0.2% โดยในไตรมาสแรกเศรษฐกิจทรงตัว 0.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอลงเมื่อเทียบกับการขยายตัว 0.7% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยคาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวในครึ่งปีแรก และจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในครึ่งปีหลัง คาดว่าเศรษฐกิจกลุ่มประเทศPIIGSมีแนวโน้มหดตัวทุกประเทศ
ขณะที่เศรษฐกิจประเทศหลักอย่างเช่น ฝรั่งเศสและเยอรมนี มีแนวโน้มขยายตัวในระดับต่ำ ด้านนโยบายการเงินยังคงมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว ประกอบกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การดำเนินนโยบายเป็นแบบผ่อนคลายได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ และการเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่แนวทางการดำเนินนโยบายการคลังที่เน้นให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังยังเป็นประเด็นที่ท้าทาย เนื่องจากหลายประเทศที่ประสบปัญหาภาคเศรษฐกิจจริงยังคงอ่อนแอและอัตราการว่างงานสูง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการคลังจะสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจยุโรปและเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้น
ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น คาดว่าจะขยายตัว 1.8% ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากหดตัว 0.7% ในปี 2554 การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีแรกยังคงมีความเปราะ
บางและค่อยๆ ฟื้นตัว แต่ในครึ่งปีหลังคาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มแข็งแกร่งมากขึ้นและขยายตัวได้ดีกว่าในครึ่งปีแรก
ด้านราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในปี 2555 คาดว่าจะอยู่ที่ 105-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยในไตรมาสแรกราคาน้ำมันอยู่ที่ 115.11เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ในเดือน เม.ย.และ พ.ค. ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ได้แก่ ความกังวลที่เศรษฐกิจ
โลกจะชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะจากปัจจัยของแนวโน้มการหดตัวของเศรษฐกิจสหภาพยุโรป
ปริมาณการผลิตน้ำมันในประเทศลิเบียมีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติ หลังจากในปี 2554 ผลิตได้เพียง 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากกำลังการผลิตในปี 2553 ที่ 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ค่าเงินเหรียญสหรัฐ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก และ4.กลุ่มประเทศOPECยังมีกำลังการผลิตส่วนเกิน โดยในปี 2554 ผลิตเพียง 29.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับกำลังการผลิตที่ 31.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2551
ขณะที่ปัจจัยจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น คือ(1)ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างประเทศอิหร่านกับสหภาพยุโรปและสหรัฐ ความกังวลที่เกิดขึ้นทำให้ราคาน้ำมันคาดการณ์ปรับตัวสูงขึ้นและเป็นแรงขับเคลื่อนให้ราคาน้ำมันในตลาดซื้อขายปรับตัวสูงขึ้น
ด้วย(2)ความต้องการใช้น้ำมันของประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันของโลกเพิ่มขึ้น
จาก 87.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2554 เป็น 88.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2555 ตามการคาดการณ์ของOPEC
(3)มีความต้องการเก็งกำไรในกองทุนน้ำมันมากกว่าในช่วงปกติ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการเก็งกำไรในตลาดทองคำ เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดการเงินสูง แต่ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ มีความเสี่ยงและความผันผวนสูง ทั้งตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตร และ(4)ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มีผลกระทบต่อแหล่งการผลิต
ด้านราคาสินค้าส่งออกในรูปเงินเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.3% โดยไตรมาสแรกราคาส่งออกขยายตัวเพียง 1.1% เนื่องจากราคาส่ง
ออกสินค้าเกษตรหดตัวมากถึง 7.3% และคาดว่าราคาส่งออกในช่วงที่เหลือจะปรับตัวสูงขึ้น
โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ(1)ราคาส่งออกข้าวยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล และ
(2)ต้นทุนการผลิตภายในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น ด้านราคานำเข้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 5.8% โดยไตรมาสแรกขยาย
ตัว 5.9% เนื่องจากการขยายตัวสูงของราคานำเข้าวัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่ขยายตัว 6.4%
อย่างไรก็ตาม คาดว่าในไตรมาส 2 ราคานำเข้าวัตถุดิบและเชื้อเพลิงมีแนวโน้มชะลอลงตามราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ขณะที่ในไตรมาสสุดท้ายราคานำเข้าจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านอัตราแลกเปลี่ยน คาดว่าจะอยู่ที่ 30.5-31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยคาดว่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มอ่อนค่า เนื่องจากการที่เงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีหลังคาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ากว่าในครึ่งปีแรก เนื่องจากดุลการค้ามีแนวโน้มเกินดุลมากขึ้น หลังจากการผลิตภายในประเทศกลับมาผลิตในระดับปกติ ปริมาณเงินลงทุนไหลเข้าเพิ่มขึ้น เนื่องจากความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีกว่าในครึ่งปีแรก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2555 คาดว่าจะมีประมาณ 21.ล้านคน
สถานการณ์แบบนี้ทำให้องค์ประกอบการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2555 จึงขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมคาดว่าจะขยายตัว 4.4% โดยที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งที่ 4.5% เทียบกับปี 2554 ที่ขยายตัวได้เพียง 1.3% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของรายได้ของประชาชน และการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ของภาคการผลิตที่สำคัญ เช่น อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ด้านการใช้อุปโภคบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 3.5% จากที่ขยายตัว 1.1% ในปีก่อนหน้า
การลงทุนรวมขยายตัว 12.3% ขยายตัวทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัวระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 13% เทียบกับการขยายตัว 7.2% ในปี 2554 เนื่องจากการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ของการบริโภคสินค้าทุน เช่น การนำเข้าสินค้าทุน และปริมาณจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
ขณะที่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยาย
ตัว 10% ปรับตัวดีขึ้นจากหดตัว 8.7% ในปี 2554 โดยได้รับแรงส่งจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการที่สำคัญๆ ของรัฐบาล เพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วมและแผนบริหารการจัดการทรัพยากรน้ำ
ด้านการส่งออกสินค้าในรูปเงินเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 คาดว่าจะขยายตัว 15.1% โดยราคาส่งออกมีแนวโน้มขยายตัว 3.3% ชะลอลงจากปี 2554ที่ขยายตัว 5.6% ด้านปริมาณมีแนวโน้มขยายตัว11.8% ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัว10.2% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกรถยนต์มีแนวโน้มการขยายตัวสูงกว่าปี 2554ปริมาณการส่งออกทั้งสินค้าและบริการคาดว่าจะขยายตัว 11.5% เท่านั้น
นี่คือปัจจัยเสี่ยงและโอกาสทางเศรษฐกิจที่กดดันไทย







